เราเรียนรู้อะไรจาก MySpace?

by | October 23, 2011
4
shares
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+

ท่ามกลางกระแสข่าวน้ำท่วมในประเทศไทย ผมเข้าใจครับว่าคงไม่ค่อยมีใครมีอารมณ์อ่านข่าวแนวที่เรานำเสนอเท่าไหร่ แต่ไม่อัพเดตก็คงจะไม่ได้ครับ ข่าวนี้น่าสนใจไม่น้อย

วันนี้พอดีมีข่าวออกมาว่า Rupert Murdoch แห่ง News Corporation เจ้าพ่อสื่อยักษ์ใหญ่ของโลก ออกมายอมรับว่าการตัดสินใจซื้อ MySpace Social Network ชื่อดังไปในราคา เกือบ 600 ล้านเหรียญเมื่อหลายปีก่อนนั้น เป็น “ความผิดพลาดอันใหญ่หลวง” จนตอนหลังต้องมาเลหลังขายในราคาขาดทุนยับที่ 35 ล้านเหรียญ ทำให้ผมคิดอะไรได้หลายๆ ประเด็นมาแชร์กับ thumbsuper ทุกท่าน

ก่อนที่จะวิเคราะห์กันต่อไป ขอย้อนพาคุณกลับไปดูที่มาที่ไปของ “MySpace” ก่อนนะครับ

MySpace คือบริการแนว Social Network เปิดตัวขึ้นในเดือนสิงหาคมปีพุทธศักราช 2546 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Beverly Hills รัฐ California ก่อนหน้านี้ในปี 2544 News Corporation ของ Rupert Murdoch ได้เข้าซื้อกิจการบริษัท Intermix Media ผู้สร้าง MySpace มาในราคา 580 ล้านเหรียญ (ราว 17,400 ล้านบาท) จากนั้นก็มีผู้ใช้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2549 ก็มีคนเข้าใช้มากกว่า Google ในสหรัฐฯ เรียกได้ว่ารุ่งเรืองสุดๆ ทีเดียว

แต่หลังจากนั้นในเดือนเมษายนปีเดียวกัน MySpace ก็ถูก Facebook แซงหน้าในแง่จำนวนผู้ใช้ทั่วโลก จากนั้นไม่ว่าจะปรับหน้าตา และรีแบรนด์แค่ไหนก็ไม่ฟื้นคืนชีพ จนพาไปสู่การเลิกจ้างพนักงานเรื่อยมา เพราะจำนวนผู้ใช้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนเดือนมิถุนายน 2554 Specific Media และ Justin Timberlake ก็ได้เข้าซื้อกิจการต่อจาก News Corporation ไป 35 ล้านเหรียญ โดยบอกว่าทิศทางใหม่ของ MySpace คือ “การเป็น Social Network เฉพาะทางมากยิ่งขึ้น” โดยทีมงานใหม่มองว่า MySpace จะเป็นที่ที่ผู้ใช้จะเข้าไปเจอเนื้อหาแบบดั้งเดิมที่มาจากผู้สร้างจริงๆ ทั้งแบบรายการทีวีโชว์ในแบบวิดีโอ และดนตรี (the premiere digital destination for original shows, video content, and music)

แต่วันนี้ผมลองเข้าไปใช้งานก็ปรากฏว่ายังไม่ได้มีความคืบหน้าอะไร ลองเข้าไปฟังเพลงเก่าๆ ที่ผมชอบแบบ Bon Jovi ก็ฟังไม่ค่อยได้ เทียบกับ Facebook.com/BonJovi ที่อัพเดตตลอดเวลาไม่ได้จริงๆ สงสัยเพราะไม่มีคนดูแลมันเท่าไหร่แล้ว ส่วนในแง่ความนิยม ผมลองตรวจสอบจำนวนผู้ใช้ปัจจุบัน ณ เดือนสิงหาคมปี 2554 ตอนนี้ MySpace มีผู้ใช้อยู่เพียง 33.1 ล้านคนในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น จะเป็นอย่างไรก็คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่อย่าเพิ่งเลิกเข้าไปดูนะครับ อาจจะมีอะไรใหม่ๆ ก็ได้

นอกจากความล้มเหลวของ MySpace แล้วก็ยังมี Social Network ตัวอื่นๆ ที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน อย่างเช่น BeBo บริการ Social Network ชื่อดังที่ถูก AOL ซื้อไปในปี 2551 ด้วยราคา 850 ล้านเหรียญ เพราะเหตุผลว่า BeBo กำลังมาแรงและมีแนวโน้มในการสร้างรายได้ผ่านโฆษณาออนไลน์ให้กับ AOL ได้ แต่ท้ายสุด AOL ก็ต้องขาย BeBo ให้กับ Criterion Capital Partners ไปด้วยราคาต่ำกว่า 10 ล้านเหรียญ เพราะการเติบโตของ BeBo ไม่ได้ยั่งยืนท่ามกลางการเข้ามาของ Facebook เฉกเช่นเดียวกันกับ Social Network รายอื่นๆ อย่าง Friendster ที่หลายคนมองว่าเคยดัง ตอนหลังก็ต้องขายกิจการให้กับ MOL ที่มาเลเซียไปในที่สุด หรือบริการ Hi5 หรือ “ฮิห้า” ที่ชาวไทยคุ้นเคย จากที่เราเคยใช้กันทั้งบ้านทั้งเมือง ก็กลายเป็นบริการที่แทบจะไม่มีใครใช้ และยังไม่มีใครซื้อกิจการไป

เราจึงพอสรุปสั้นๆ ได้ว่า Social Network เป็นผลิตภัณฑ์ท่ี่มาเร็วไปเร็ว คนใช้งานง่ายเติบโตได้รวดเร็ว แต่ผู้ใช้ก็พร้อมที่จะลาจากคุณไปในช่วงเวลาแค่คลิกเดียวเท่านั้น ดังนั้นการสร้าง Social Network ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมแทบทุกสิ่งอย่างนั้นไม่น่าจะเป็นทิศทางที่ดีนัก นอกเสียจากว่า Social Network ที่จะเกิดใหม่จะต้องจับแนวทางเฉพาะสำหรับตัวเอง และสามารถหารายได้จากกลุ่มเฉพาะได้ชัดเจน หา Positioning ที่ชัดเจนว่าตัวเองจะเป็นบริการ Social ของด้านไหน หรือไม่ก็ต้องมีการดูแลสมาชิกได้อย่างทั่วถึง อย่างในเมืองไทยบริการ Social เฉพาะทางที่กำลังไปได้ดีก็จะมีอย่าง DogiLike.com ซึ่งเป็นบริการ Social Network ของคนรักหมา และตอบโจทย์คนรักหมาได้มากกว่า Facebook หรือบริการ Blog อย่าง Bloggang.com, Exteen.com ที่เว็บมาสเตอร์แต่ละแห่งยังให้บริการลูกค้าได้อย่างน่าประทับใจ

สรุปสั้นๆ ท้ายข่าวนี้อีกทีครับว่า Social Network แบบเหมารวมไม่เวิร์คแล้วครับ ตอนนี้จับกลุ่มเฉพาะดีกว่า หาจุดยืนที่ Niche และให้บริการได้ดีกว่าพวก Global platform ดีกว่า หรือคุณคิดต่างไปจากนี้?

Tags

An Internet believer. Live and breathe digital around Southeast Asia more than a decade. Currently, I am running a Digital PR & Content Agency named 'Moonshot' in Bangkok, Thailand.

  • ojazzy

    โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าการทำ Social Network แบบ Niche มีโอกาสสร้างพื้นที่ของตนเองในสภาพตลาด ณ ปัจจุบันได้ง่ายกว่าทำแบบเหมารวมครับ อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ว่าแบบเหมารวมจะทำไม่ได้เลยนะครับ แต่ต้องเตรียมใจงัดข้อกับยักษ์ใหญ่ซึ่งอาจจะต้องเหนื่อยหน่อยเท่านั้นเองครับ ?

    • Anonymous

      ผมว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากทำแบบเหมารวม เพราะ Scale มันไม่ได้ด้วยครับ

      • ojazzy

        จริงครับ ความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยครับ แต่ผมก็ไม่ถึงกับฟันธงว่าเป็นไปไม่ได้เลยน่ะครับ โดยส่วนตัวผมคิดว่าเรื่องที่เราไม่ได้คาดคิดเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในโลกของ Digital Business ครับ 🙂 ?

  • Anonymous

    มันมีพวกมีตังไม่มีสมอง เห็นอะไรบูมก็กระโดดเข้าไปทำหวังจะขุดทอง บางก็ไม่ลงทุนอะไรควรจ่ายกลับไม่จ่าย จ่ายแต่เร่ืองโง่ๆ หากทำในส่ิงรัก เช่น สังคมคนบ้าหวย สังคมเคร่ืองรางของขลัง ผู้ลงทุนในประเทศนี้รุ่ง

    • เราอาจจะเห็น Social Network ที่มาแบบประมาณว่างวดนี้เลขอะไรที่อาจออก ที่ไหนมีต้นโพธิ์ให้ขูดประมาณนี้หรือเปล่าครับ O? o!!

      • Anonymous

        ถูกต้องแล้วครับ การร่วมตัวของกลุ่มคนความชอบเดียวกัน เช่น โง่ครองเมือง, ผู้ดีเดินตรอก, ไสยศาสตร์ปาตี้, เกรียนเดียวครองพิภพ เป็นต้น

  • ผมว่าการทำ social media จะออกไป niche มากขึ้นน่ะถูกต้องแน่นอนครับ
    แต่ว่าเจ้าใหม่ๆต้องมี business model ที่ชัดเจนรองรับก่อนที่จะทำการสร้างขึ้นมาครับ
    จะสร้างจากความชอบอย่างเดียวอาจจะเหนื่อยหน่อยครับ..

  • เว็บสมัยนี้ทำง่าย แต่ทำแล้วให้มันอยู่ได้ยิ่งยาก ยิ่งให้มันหารายได้เข้ามายิ่งยากโคตร

  • ส่วนตัวผมมองว่า ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง Social เฉพาะ หรือไม่เฉพาะครับ เพราะ เอาในความเป็นจริง เวบเฉพาะ ก็ไม่ใช่ว่า จะคงอยู่ แต่ผมว่ามันมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างใน Social ตั้งแต่ทำมา ถ้ามองกันลึกๆ บางทีผมว่าอย่าง Facebook เนี่ยมันก็เฉพาะทางเหมือนกันในเรื่องของ องค์ประกอบโดยรวมของมันครับ ผมมองว่ามันคือในเรื่องของ Privacy เป็นส่วนใหญ่ + ความเป็นเจ้าของของตามาร์ค คือพวกอุดมการณ์อะไรบางอย่างก็ยังมาจากเขาครับ

    ส่วนเรื่อง MySpace ผมมองว่า เป็นเรื่องของการทำให้ดีกว่า (ตัวเลือก) เพราะอย่างที่เห็น MySpace เป็นเรื่องของ เพลง, หนัง ซึ่งตามว่าในความเป็นจริง แล้ว ที่คนฟังเพลง เนี่ยเพราะติด Band (วง) แล้วก็ในจุดนี้พวก Fanpage ใ้ห้นิยามได้ดีกว่าครับ

    ส่วน Dogilike จะมองว่าเป็นเวบเฉพาะ ก็ถูกครับ ถ้ามอง กันทั่วๆไปแต่ลองคิดดูง่ายๆผมมองว่า แล้วทำไม คนเล่น Social นี้มากๆ แต่ทำไมไม่ไปเล่น Fanpage หละ Dogilike ก็ทำ Fanpage ก็พอแล้วนิ ผมมองว่า อาจจะเป็นเพราะ Fanpage ไม่ได้ตอบโจทย์ โดยครบถ้วนครับ

    ฉะนั้น ผมมองว่า ไม่เสมอไปที่จะ Focus Content อย่างเดียวแล้วจะสำเร็จ เพราะมันต้องดูองค์ประกอบ ด้านโครงสร้างระบบ การต่อยอด และสื่อใ้ห้คนเ้ข้าถึงครับ และทำระบบ ให้คนซึมซับ และ สามารถอ่านเกมส์ออกว่า อ้อฉันต้องเล่น Social นี้เพราะว่า …

    ผมก็มั่วๆ ตามความคิดผมนะครับ ผิดถูกอย่างไรก็ชี้แนะด้วยครับผม