5 ประสบการณ์ทางธุรกิจที่มีค่ากว่าจบ MBA

0
shares
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+

เรามักพูดกันว่าความสามารถมีค่ากว่าใบปริญญาและสถาบันที่จบมา วันนี้เจอบทความนี้จาก Inc เลยหยิบมาแปลให้อ่าน มาดูกันว่ามีประสบการณ์แบบไหนบ้างที่ห้องเรียน MBA ไม่มีสอน 

getty_511356161_970647970450022_61496

1. เคยนำผลิตภัณฑ์เข้าตลาดมาแล้ว

ไม่สำคัญว่าคุณจะทำอะไรในกิจการส่วนตัวหรือในองค์การชื่อดังระดับโลก เพราะไม่มีประสบการณ์แบบไหนที่จะมีคุณค่ากว่าการเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นสิ่งที่ขายได้จริง

เส้นทางก่อนที่จะสินค้าหรือบริการบางอย่างจะไปถึงมือผู้บริโภค มันต้องเริ่มจากการขายไอเดียให้นักลงทุน สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ มองหากลุ่มผู้ใช้งานประเภทหน่วยกล้าตายที่จะมาลองใช้มัน หลังจากนั้นก็เอาฟีดแบ็กมาปรับปรุง กำหนดส่วนผสมทางการตลาด สร้างโรงงาน สร้างช่องทางการจัดจำหน่าย อบรมพนักงานขาย จัดตั้งฝ่ายบริการลูกค้า กระบวนการเหล่านี้จะต้องหมุนวนไปแบบไม่รู้จบ และมันไม่ใช่งานง่าย

ตลอดกระบวนการที่ว่ามา คุณจะได้เรียนรู้การจัดการ บัญชี วิศกรรม และต้องเป็นนักการตลาด นักขาย และเป็นลูกค้าไปด้วยในคราวเดียวกัน ที่สำคัญไปกว่านั้น คุณจะเรียนรู้วิธีที่จะผสมผสานทุกอย่างเข้าด้วยกัน เพื่อให้มันเป็นไปตามเป้าหมาย

ว่ากันว่า 10 ตาเห็น ไม่เท่าลงมือทำ โรงเรียนธุรกิจส่วนมากจะเอากรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวมาสอน แต่มันก็เป็นแค่เรื่องเล่าเท่านั้น หนทางเดียวที่คุณจะเข้าใจมันได้จริงๆ ก็คือ ลงมือทำ

2. เป็นผู้รอดชีวิตหลังมหกรรมเลย์ออฟ

การเป็นผู้นำหมายถึงการเข้าในธรรมชาติของมนุษย์ และคงไม่มีที่ไหนที่จะทำให้เราเข้าใจสิ่งนี้ได้ดีเท่ากับการอยู่ในบริษัทช่วงขาลง และกำลังลดจำนวนพนักงาน

การลดขนาดองค์กรจะผลักดันให้เกิดการเมืองภายใน ปัญหาประเภทการแทงข้างหลังหรือการข้ามหน้าข้ามตาจะเกิดขึ้นได้ก็ในเวลาแบบนี้ มันคือช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์แบบนี้จะทำให้เห็นว่าใครคือเพื่อนแท้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ดังนั้น สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ  เพื่อนร่วมงานทุกคนอาจไม่ใช่เพื่อนเสมอไป เพราะบางคนอาจจะยินดีโยนคุณลงไปในบ่อจระเข้ เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด

ที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะได้เรียนรู้ว่าตัวเองมีความอึดพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดหรือไม่ มีความมั่นใจพอที่จะปรับตัวหรือไม่ และจะสามารถทำใจให้สงบเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางวิกฤติในบริษัทหรือไม่

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีสอนในห้องเรียน

3. ผ่านระบบการจัดการมาหลายๆ แบบ

ระบบการจัดการเป็นทฤษฎีที่หลายๆ องค์กรนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของบริษัทด้วยหลายๆ สาเหตุ โดยรวมแล้วก็เพื่อให้ในแต่ละส่วนขององค์กรสามารถส่งมอบงานที่มีคุณภาพได้

ตัวอย่างของระบบคุณภาพและการจัดการที่ถูกนำมาใช้ในองค์กร ได้แก่ วงจรคุณภาพ (Quality circles) , Six Sigma และ TQM รวมไปถึง ISO9000 ยังไม่นับภารกิจอื่นๆ ที่คนในองค์กรต้องทำ

จริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพเหล่านั้น หากแต่เป็นพนักงานที่ผลักดันให้เกิดระบบเหล่านั้นในองค์กรต่างหาก

พวกเขาจะถูกฝึกให้เป็นคนมีประสิทธิภาพโดยไม่รู้ตัว

4. ประสบการณ์ขายแบบ B2B

การค้าขายระหว่างบริษัทในบางครั้งเป็นเรื่องของราคาและเวลาในการจัดส่ง ซึ่งมันก็มีความท้าทายในแบบของมัน แต่ก็ยังมีการขายแบบ B2B ในบางสถานการณ์ที่ไม่ได้เรียบง่ายแบบนั้น

ยกตัวอย่างเช่น การขายโปรเจคต์ที่ต้องทำแบบระยะยาว การขายบริการหรือสินทรัพย์ที่ต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์ เดือน หรือเป็นปี ซึ่งก็เหมือนกับการนำสินค้าเข้าตลาดนั่นแหละ มันคือรูปแบบการทำงานที่เปิดโอกาสให้คุณได้เรียนรู้องค์ประกอบต่างๆ ของธุรกิจ

ในองค์กรบางแห่ง การตัดสินใจใช้เงินก้อนใหญ่ๆ จะต้องเป็นความเห็นพ้องต้องกันของหลายๆ ฝ่าย แต่ละฝ่ายจะต้องเห็นทั้งปัญหาของตัวเอง และวิธีแก้ปัญหาในหลายๆ มุมมอง

เพราะฉะนั้น การดีลงานแบบ B2B จึงไม่ใช่เรื่องระหว่างธุรกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการสร้างความเข้าใจภายในองค์กรด้วย เริ่มตั้งแต่การสนับสนุนงานขายไปจนถึงการดูแลลูกค้าหลังจากขายไปแล้ว

เรื่องแบบนี้ก็หาเรียนไม่ได้ในโรงเรียนสอนธุรกิจเช่นกัน

5. การทำงานในฝ่ายบริการลูกค้า

คนที่ทำงานในแผนกบริการลูกค้าจะถูกฝึกให้รู้จักคน และมันคือคุณสมบัติที่หาซื้อไม่ได้ นอกเสียจากมีประสบการณ์ตรง

ว่ากันว่าสายงานบริการลูกค้าถือเป็นแผนกลูกเลี้ยงของงานการตลาด และดูเหมือนว่าหลายๆ คนจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานแบบนี้เท่าไรนัก แต่ถ้าวิศวกรทำงานแย่ นักการตลาดพูดในสิ่งที่เกินความจริง หรือพนักงานขายทำพลาด ภาระทั้งหมดจะมาตกอยู่กับพนักงานบริการลูกค้า

พวกเขาถูกจับตาดู ถูกประเมิน และได้รับค่าจ้าง โดยขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการปิดงานของแต่ละสายที่โทรเข้ามา ด้วยเหตุนี้เอง บริษัทขึงคาดหวังให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนลูกค้าที่กำลังโกรธจัดหรือกำลังหัวเสียสุดๆ ให้กลายเป็นลูกค้าที่แฮปปี้ พร้อมจะซื้อโปรดักต์อื่นๆ ของบริษัทอีก

ใครที่ผ่านประสบการณ์แบบนี้ จะกลายเป็นคนจิตแข็งไปโดยไม่รู้ตัว ไม่หวั่นไหวกับปัญหาง่ายๆ และไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหน คุณก็มองหาทางหนีทีไล่เจอจนได้ มันไม่ใช่เรื่องที่จะสอนกันได้ง่ายๆ เลยจริงๆ

A content strategist and a digital content editor. Write to meet you :)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.