Meme เล่าเรื่องด้วยอัลบั้มภาพที่ฮิตล้นหน้า Facebook News Feed

by | December 18, 2015
558
shares
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+

cover-meme2

สำหรับคนที่ติดตามความเป็นไปของเนื้อหาบน Facebook ก็คงจะพอสังเกตได้ว่า ณ เวลาที่เขียน มีรูปแบบการนำเสนอแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก มากขนาดที่ว่าได้อ่านกันจนเบื่อกันไปข้างนั่นคือการเล่าเรื่องผ่านการเปลี่ยนรูปในอัลบั้ม ที่ส่วนใหญ่ขึ้นต้นด้วยประโยคว่า “สวัสดี เราชื่อ…” เรามาดูกันว่าที่มาที่ไปของ Meme ทะลัก News Feed นี้เป็นอย่างไร และทำไมถึงฮิตกันจริง

มันคืออะไร?

Meme นี้คือการเล่าเรื่องผ่านการใช้ภาพและข้อความ ซึ่งใช้คุณสมบัติของ Facebook Albums ที่สามารถจะดูรูปที่อยู่ในอัลบั้มได้ทีละรูป ให้ลองนึกถึงเวลาเราอ่านหนังสือแล้วพลิกหน้ากระดาษทีละหน้า เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่ออ่าน ลักษณะเดียวกันเลยครับ เพียงแค่ลักษณะเฉพาะตัวของ Meme นี้ก็คือ มีรูปภาพและตัวอักษรเป็นตัวเล่าเรื่อง มีเส้นเรื่องที่เล่าที่เล่าอย่างเรียบง่าย พร้อมกับมีการมุกแทรกตลอดเวลาแบบไม่ให้เราตั้งตัว ซึ่งตัวมุกนี้แหละที่ทำให้ฮิตอยู่ในกลุ่มเล็กๆ จนกลายเป็นขยายวงกว้างด้วยรูปแบบที่เปลี่ยนไปจนถึง ณ เวลาที่เขียนบทความนี้

ใครเป็นคนเริ่ม?

ต้นกำเนิดของรูปแบบการเล่าแบบนี้ไม่มีการระบุแน่ชัด แต่จากการสอบถามเบื้องต้น ได้มีการอ้างอิงว่า Pages ที่เป็นผู้เริ่มกระแสนี้ก็คือคุณ Zairen_InkMagician เจ้าของการ์ตูน นวล ซึ่งเริ่มมาเมื่อเดือนกันยายน 2558 ที่ผ่านมา

nuan-meme2

nuan-meme

แต่ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องแบบนี้บ้างก็ว่าคนเริ่มต้นเป็น Pages ContrastTH ที่มาตั้งแต่ปีที่แล้วด้วยลักษณะการเล่าที่ละฉากผ่านการเปลี่ยนรูปเช่นกัน

2015-12-18_3-34-26

ความแตกต่างจะต่างกันที่เนื้อหาในการนำเสนอ เพราะ นวล จะเป็นตลก แต่ ContrastTH จะเป็นการนำเสนอเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคม(ที่เจ้าของเพจบอกว่าเป็นเหตุการณ์สมมติ)

นอกจาก นวล แล้ว ต่อมาที่เริ่มได้รับการพูดถึงมากในรูปแบบการนำเสนอที่คล้ายคลึงกันก็คงเป็น Pages มี่ป๋อง ด้วยลายเส้นที่เหมือนไม่ตั้งใจทำ แต่เรื่องที่เล่าหักมุมและดึงความสนใจ ทำให้ Page นี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว อ่อ เขาเริ่มเล่าหลังจากนวลเริ่มไปประมาณ 1 เดือนครับ นั่นคือช่วงตุลาคม 2558

meepong-meme

เริ่มกลับมาเป็นกระแสอีกทีก็ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน

เวลาผ่านมาสักพัก Pages ที่เริ่มต้นทำก็ยังคงทำออกมาให้อ่านเรื่อยๆ จนถูกขนานนามว่าเป็นมุกเปลือง 3G (ตอนนั้นยังประมูลไม่เสร็จ) เพราะต้องเปลี่ยนรูปทีละรูปเพื่ออ่านไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนแต่ละครั้งก็คือการโหลดรูปใหม่ทุกครั้งนั่นเอง

แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ก็เริ่มมีหลาย Pages คิดทำ Content แนวนี้ขึ้น ซึ่ง Pages ที่ได้รับการพูดถึงและตอบรับประมาณนึง Pages เพื่อนบ้านอย่าง MacThai ก็เข็น Content ประเภทนี้ออกมาบ้าง ในชื่อ เมื่อ Jony Ive เผยความลับ iPhone 7 !! ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากด้วยเส้นเรื่องที่ขยี้ความฮาแบบเจ็บใจสาวกทั้งสองฝ่าย

macthai-meme

หรือจะเป็นเพจคลื่น GreenWave FanPage ที่มาเล่น Content ประเภทนี้เช่นกัน ได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน เพราะคลื่นนี้เองขึ้นชื่อเรื่องการเล่าเรื่องอยู่แล้ว

greenwave

เมื่อไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน https://www.facebook.com/media/set/?set=a.939578252745443.1073741884.667870823249522&type=3

กลายพันธุ์เป็นเปลี่ยนแต่ข้อความ

ผ่านมาช่วงธันวาคม มี Content ประเภทนี้ออกมามากขึ้นเหมือนน้ำหลาก การนำเสนอก็เปลี่ยนไป จากที่มีรูปที่เปลี่ยนไปตามเรื่องเล่า กลายเป็นใช้รูปหลักเพียงรูปเดียว หรือมีการเปลี่ยนเพียงไม่กี่ภาพ (เท่าที่ดูไม่เกิน 3 ภาพ) ซึ่งการทำ Content ก็จะเร็วมากขึ้นเพราะคู่แข่งที่มีมากขึ้น ส่วนเนื้อเรื่องให้โดนใจเฉพาะในกลุ่มนั้นๆ มากขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของการกลายพันธุ์จากต้นกำเนิด (จากข้อมูลที่อ้างอิง)

แบบสร้างสรรค์ก็พอมีบ้าง

ไม่ใช่แค่ความบันเทิงเท่านั้น แต่การแทรกความรู้บางอย่างเข้าไปด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วชอบ Content ชุดนี้ของคุณ Thitinan Nhundee ที่นำเสนอไฟในการถ่ายภาพ ลองอ่านแบบเต็มๆ ได้ที่นี่ ซีรี่ย์..LEDกะพี่ชาย(เสพเพื่อความรู้)

thitinan-meme

มุขและจังหวะ คือคำตอบของความฮิต

จากที่มาที่ไปทั้งหมด สิ่งที่พอจะนึกออกถึงเกี่ยวกับความฮิตของรูปแบบลักษณะการเล่านี้คือ มุขที่เอามาเล่าครับ ในแง่ของการนำเสนอ Content ประเภทตลกติดอันดับต้นๆ ที่คนสนใจและอยากจะติดตามอยู่แล้วเป็นทุนเดิม นอกจากความตลกแล้ว แกนหลักของความฮิตอีกอย่างก็คือ Insights หรือข้อมูลที่ไปโดนใจคนกลุ่มหนึ่งแบบเต็มๆ รวมทั้งการใช้คำที่มันออกมาจากความรู้สึก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะค่อนข้างหยาบประมาณนึง (เหมือนเราสบถกับตัวเอง แต่ถูกเล่าออกมาเป็นตัวอักษร) ซึ่งมันก็คือการตีแผ่ชีวิตจริงหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

เมื่อลักษณะเป็นแบบนี้ คนแต่ละกลุ่มย่อมมีเรื่องในใจที่อัดอั้นอยากจะแชร์ เลยมีทุกสไตล์ ทุกอาชีพ ตั้งแต่ นักศึกษามหาวิทยาลัย แยกตามคณะ และสาขา จนถึงสาขาอาชีพต่างๆ ล้วนอยากเล่าเรื่องทั้งนั้น มีหลากหลายมาก

แบรนด์ไม่ค่อยเห็นเล่นกระแสนี้เท่าไหร่

เท่าที่ลองดูแล้วแทบจะไม่เห็นการเอากระแสนี้มาเล่นกันเลย หากให้ความเห็นโดยส่วนตัวว่าทำไมถึงไม่เล่น ก็เพราะความยาก, ความเสี่ยงและเส้นเรื่องที่จะเล่าดูแล้วไม่น่าจะเหมาะกับการนำเสนอในรูปแบบนี้ (ที่มีมุขตลอดทาง) โดยผู้ที่ทำขึ้นมาส่วนใหญ่จะเป็นรายบุคคล หรือเป็น Pages ของคนวาดการ์ตูนเพื่อความบันเทิง หรือ Pages ที่เป็นสายบันเทิงอยู่แล้ว

*หากผู้อ่านท่านไหนเจอสามารถแจ้งมาได้ผ่าน comment ด้านล่างครับ ผมจะทำการเพิ่มเติมเนื้อหาในบทความนี้ให้

เริ่มหน่ายจนขอพอ

เพราะมันล้นจนรก Timeline ซึ่งเรียกได้ว่า เลื่อนหน้าจอ 1 ครั้ง จะต้องมีโพสต์สไตล์นี้ออกมาอย่างน้อย 1 อัน เมื่อมันมีเยอะเกินไป ก็มีกระแสตีกลับ จนกลายมาเป็นภาพนี้…

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10153808269864777&set=a.10150115652754777.280676.516769776

สิ่งที่เราเรียนรู้จาก Meme นี้

หากใครที่ได้อ่านหนังสือของ David Meerman Scott ก็คงจะพอคุ้นกับรูปด้านล่างนี้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างเท่าไหร่นัก

life-of-a-news-story

ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้น แต่คนที่ไม่ใช่ผู้เริ่มต้นต้องเริ่มสังเกตว่าเป็นกระแส จากนั้นก็เริ่มเข้าไปเกาะกับกระแสนี้ ก่อนที่มันจะถึงเวลาที่ตกลงมา ซึ่งจากบทความนี่เราจะเห็นว่า MacThai และ GreenWave จับกระแสนี้ได้ทัน (แม้มันจะนานจากจุดเริ่มต้นไปเสียหน่อย) แต่ด้วยจำนวนผู้เล่นที่มีไม่มาก ก็เลยทำให้เด่นขึ้นมาและถูกพูดถึงอย่างมาก

แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่เรื่องเวลา แก่นของการเกาะกระแสก็คือตัวเนื้อหาที่นำเสนอ เพราะหากนำเสนอได้ไม่ดี การเกาะกระแสก็เป็นเพียงเกาะแบบไร้คุณภาพ ไม่ช่วยอะไรให้คุณ


ย้ำอีกทีว่า ใครมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งมาทาง comment ได้เลย หรือจะร่วมแสดงความเห็นในเรื่องนี้ ก็ยินดีอย่างยิ่งครับ

Bank - Editor-in-Chief, ex-Content Manager, ex-Software Tester, Apple Fan, IT & Social Media News Junkie, the author of IT Books (Google Plus, iPhone 4S, 5, 5s/5c, iPad, iPhoneography). "Think, then do... not think then left"