กรณีศึกษา “I HATE YOU I LOVE YOU” สำเร็จเพราะแพลตฟอร์มดี หรือคอนเทนต์โดน?

by | February 20, 2017
1
shares
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+

“ใครฆ่านานะ?” กลายเป็นประโยคฮิตเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากซีรีส์แนวดราม่าของค่ายนาดาวบางกอก เรื่อง I HATE YOU I LOVE YOU ออกอากาศตอนแรกผ่าน LINE TV และมียอดวิวพุ่งทะลุกว่า 10 ล้านวิว ใน 24 ชั่วโมง ขณะที่ #HateLoveSeries ขึ้นเป็นแฮชแท็กยอดนิยมในโซเชียลมีเดียด้วยการพูดถึงกว่า 100,000 ครั้งเพียงชั่วข้ามคืน

ถ้าพูดถึง LINE TV จะไม่พูดถึงความสำเร็จล่าสุดอย่าง I HATE YOU I LOVE YOU ก็คงไม่ได้ เพราะใครก็ตามที่ตามดู LINE TV จะมีคำถามติดปากว่า “ใครฆ่านานะ?” เพียงแค่ซีรีส์ของค่ายนาดาวบางกอกเรื่อง I HATE YOU I LOVE YOU ออกอากาศตอนแรกผ่าน LINE TV ก็จุดกระแสดึงดูดบรรดานักสืบในโลกออนไลน์ออกมาไขปริศนาการตายครั้งนี้ สร้างไวรัลในวงกว้าง เรียกได้ว่าไม่มีใครไม่พูดถึง ใครไม่ดูอาจเรียกได้ว่าตกเทรนด์

I HATE YOU I LOVE YOU ดังเปรี้ยงจนทำให้แฮชแท็ก #HateLoveSeries ขึ้นเป็นแฮชแท็กยอดนิยมในโซเชียลมีเดียกับการกล่าวถึงมากกว่า 100,000 ครั้งในชั่วข้ามคืน เรียกได้ว่ากระแสตอบรับในโลกออนไลน์นั้นดีเกินคาด

ความเข้าใจผู้บริโภค + แพลตฟอร์มดี + คอนเทนต์โดน

แดน ศรมณี ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย

แดน ศรมณี ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย เท้าความให้ฟังถึงความเป็นมาของ LINE TV ก่อนจะมาเป็นแอปพลิเคชันครองใจผู้ชมในปัจจุบันว่า “การสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นมาเพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาเป็น user loyalty ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ใจความหลักก็ไม่ยากเกินคาดเดา ต้องการจะเจาะผู้บริโภคกลุ่มไหนก็โฟกัสไปที่กลุ่มนั้น การวิจัยผู้บริโภคเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความสำเร็จให้แบรนด์ดังทั่วโลกมาแล้ว LINE ไม่ได้มองแค่ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใครแต่ลงลึกว่าผู้บริโภคใช้ชีวิตแบบไหนผู้บริโภคต้องการอะไร และ LINE จะสร้างคุณค่าและประสบการณ์อะไรให้ผู้บริโภคได้บ้าง พูดง่ายๆ คือ LINE ฟังเสียงผู้บริโภคนั่นเอง”

“ทุกวันนี้คนไม่กังวลที่จะพลาดรายการทีวีเรื่องโปรดกันอีกแล้วเพราะสามารถดูย้อนหลังผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทุกเมื่อ และการเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์เข้ากับโลกออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะวัยรุ่นอีกต่อไป เชื่อว่าผู้ใหญ่ที่บ้านของหลายๆ คนสามารถเข้าถึงและใช้สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตกันได้อย่างไม่ยากลำบาก”

“ในยุคนี้แพลตฟอร์มต่างๆ บนออนไลน์ก็พยายามที่จะสร้างรูปแบบให้ผู้บริโภคใช้งานได้ง่ายที่สุด และการรวมสื่อออฟไลน์ทั้งหลายมาอยู่บนแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวมันคือความสะดวก  และมันสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนได้ นี่คือสิ่งที่ LINE TV เข้าใจ”

แดนเผยว่า “การร่วมงานระหว่าง LINE TV และนาดาวบางกอก มีความหลากหลายตั้งแต่โปรเจกต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ร่วมงานกันครั้งแรกในซีรีส์ ‘STAY ซากะ…ฉันจะคิดถึงเธอ’ คอนเทนต์บันเทิงเชิงท่องเที่ยวอย่าง ‘Hangover Thailand’ หรือซีรีส์สุดพิเศษ ‘อยู่ที่เรา’ และล่าสุดกับโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่ LINE TV ผนึกกำลังกับนาดาวบางกอกอีกครั้งในการผลิตซีรีส์ I HATE YOU I LOVE YOU ที่พิเศษกว่าครั้งก่อนๆ คือผู้ชม LINE TV จะได้รับชมซีรีส์แบบเรียลไทม์ ลุ้นไปพร้อมๆ กัน ตัดปัญหาถูกสปอยล์ตอนจบ”

ความร่วมมือครั้งนี้ี้ถือเป็นการเพิ่มความหลากหลายให้กับคอนเทนต์ของ LINE TV เพราะผู้ชมส่วนใหญ่จะคิดว่า LINE TV จะมีแต่ซีรีส์แนวดราม่า แต่ I HATE YOU I LOVE YOU จะเป็นแนวลึกลับ มีปมของตัวละครที่ซับซ้อน รวมถึงบรรดานักแสดงในเรื่องนี้ แต่ละคนมีผู้ติดตามและให้ความสนใจในผลงานเยอะมากๆ ซึ่งแน่นอนว่าเพียงแค่ออกอากาศตอนแรกยอดวิวก็พุ่งทะลุสูงกว่า 10 ล้านวิว ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญของวงการบันเทิง และยังสั่นสะเทือนบรรดานักการตลาด ที่ชี้ให้เห็นว่าวิธีการสร้าง engagement กับผู้บริโภคนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ในวันที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เราต้องย้อนกลับมามองว่า ในฐานะคนสร้างคอนเทนต์และทำการตลาด เราเปลี่ยนตามผู้บริโภคหรือยัง เราเข้าถึงใจผู้บริโภคได้ถูกจุดแล้วหรือไม่ 

“LINE มองว่าการสร้างคอนเทนต์ที่ดี มีจุดขายชัดเจน นำเสนอคนดูถูกกลุ่ม ผ่านช่องทางที่แข็งแกร่งนั้น คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จของ LINE TV และนาดาวบางกอกที่มีร่วมกัน” แดนกล่าว

ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับ I HATE YOU I LOVE YOU

ทรงยศ สุขมากอนันต์ ผู้กำกับ I HATE YOU I LOVE YOU เล่าให้ฟังว่า “การเปลี่ยนแพลตฟอร์มบนหน้าจอโทรทัศน์สู่หน้าจอในแอพพลิเคชันบน LINE TV คือโจทย์หลักที่สำคัญของการทำงาน คือทำอย่างไรให้คอนเทนต์มีความแปลกใหม่ แบบที่ต้องหาดูไม่ได้ตามช่องทางปกติ และมีประเด็นที่แตกต่างจากคนอื่น เราต้องโฟกัสไปที่คอนเทนต์เป็นหลัก อย่ากังวลไปก่อนว่าจะมีคนดูไหม สมมติเป้าหมายของเราคือการเล่าประเด็นนี้ ทำให้คนดูสนุก เวลาทำงานก็ต้องตีประเด็นออกมาให้ชัด ทำให้คนดูสนุกกับเรา ที่เหลือมันเป็นผลที่ตามมามากกว่า

การเปลี่ยนแพลตฟอร์มในการทำงานมีผลในแง่ที่เราต้องรู้ว่ากำลังจะสื่อสารกับคนดูในแพลตฟอร์มไหน เราต้องคิดว่าคนส่วนใหญ่เขาดูผ่านโทรศัพท์กัน ทุกอย่างในจอจะเล็กลงกว่าเดิม รายละเอียดในจอบางอย่างก็จะเล็กจนคนดูมองไม่เห็น เราต้องปรับตัวเองตามให้ทัน”

“ตั้งแต่ซีรีส์ ‘STAY ซากะ…ฉันจะคิดถึงเธอ’ เปิดตัวใน LINE TV และมีเสียงตอบรับที่ดีมากๆ ทำให้เรามีโจทย์ในใจว่าอยากทดลองทำซีรีส์แนวใหม่แบบที่ตัวเราเองไม่เคยทำมาก่อน ก็เลยพัฒนาบทขึ้นมาเป็น I HATE YOU I LOVE YOU (ไอ เฮท ยู ไอ เลิฟ ยู)   ซีรีส์ที่นำเสนอเรื่องราวการแตกหักของความสัมพันธ์ของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ผ่านบรรยากาศลึกลับชวนสงสัยโดยนำเสนอด้วยการเล่าเรื่องแบบ 5 ตอนจบ  ผ่านมุมมองของ 5 ตัวละครที่ต่างเกี่ยวพันกัน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน 5 วัน  ซึ่งแนวคิดของการเล่าเรื่องนี้มาจากการที่ส่วนใหญ่เวลาเราดูหนังหรือละคร คนดูจะเป็นผู้รู้ทุกอย่าง จะได้เห็น ได้รู้ดีว่าตัวละครทุกตัว พบเจออะไร ทำไมถึงคิดแบบนี้ ทำไมถึงตัดสินใจทำแบบนั้น แต่เรื่องนี้เราจะพาคนดูกลับไปเป็นคนปกติ ที่จะได้รู้แค่มุมมองของตัวละครเพียงตัวเดียวในแต่ละตอน จนกว่าจะดูครบทั้ง 5 ตอน   ถึงจะรู้และเข้าใจทั้งหมด”

“คนที่วิ่งตามทันผู้บริโภคสามารถอยู่ได้ แต่การวิ่งนำผู้บริโภคจะทำให้อยู่ได้นานและอยู่อย่างแข็งแกร่ง เพราะฉะนั้นการวิจัยผู้บริโภคจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่ง LINE จับจุดนี้ได้ การเกิดขึ้นของ LINE TV จึงมาจากความต้องการของผู้บริโภค” แดนกล่าวทิ้งท้าย

"thumbsup" (อ่าน ธั๊ม’ส-อัพ) คือชุมชนของ "นักเรียนการตลาดตลอดชีวิต" เรามีข่าวสาร, บทความ, บทสัมภาษณ์ ตลอดจน event ที่นักการตลาดหลายคนชื่นชอบ เช่น Spark Conference, Digital Matters