กรณีศึกษา ความสำเร็จของคอนเทนต์บน YouTube ผ่านซีรีย์ดัง “t@gged”

by | March 13, 2017
0
shares
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+


ชื่อของ “t@gged” ได้รับการบันทึกในฐานะที่เป็นซีรีย์ที่ได้รับความนิยมสูงมากของปี 2016 ในหมู่วัยรุ่นตะวันตก โดยเป็นผลงานการเขียนบทและกำกับของ Hannah Macpherson ผู้กำกับมากฝีมือ และผลงานชิ้นนี้ยังทำให้พบว่าพฤติกรรมของวัยรุ่นยุคใหม่นั้น สามารถชมรายการต่าง ๆ บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือขนาดจิ๋วได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ แล้ว

โดย Hannah Macpherson เผยว่า ใครที่คิดว่าเด็กวัยรุ่นยุคนี้ชอบดูแต่คลิปไวรัลสั้น ๆ บน Facebook หรือบน YouTube นั้นเป็นการคิดที่ผิดถนัด เพราะผลตอบรับจากซีรีย์เรื่องดังกล่าวทำให้พบว่า เด็กวัยรุ่นเองนั้นก็พร้อมแล้วสำหรับการรับชมรายการที่มีความยาวแบบรายการทีวีปกติ แต่เป็นการชมบนช่องทางใหม่ เช่น หน้าจอสมาร์ทโฟน ซึ่งผู้กำกับของซีรีย์เรื่องดังนี้เผยว่า โปรดิวเซอร์ในอนาคตต้องพร้อมจะปรับตัวรับกระแสนี้ให้ทันด้วย

ทั้งนี้ t@gged ถูกจัดเป็นซีรีย์สยองขวัญสั่นประสาท โดยมีตัวเอกเป็นวัยรุ่นหญิงสามคนที่เผชิญหน้ากับการคุกคามบน Social Media โดยผู้ที่ใช้ชื่อว่า monkeyman ซึ่งการดำเนินเรื่องนั้นมีฉากหลังเป็นโรงเรียนมัธยมปลายที่เด็กวัยรุ่นคุ้นเคย โดยในภาคแรกนั้น 1 ตอนจะใช้เวลาประมาณ 11 – 15 นาที แต่ด้วยการดำเนินเนื้อเรื่องมีความกระชับและสามารถตรึงผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด อีกทั้งยังจบตอนได้อย่างน่าติดตาม ทำให้ซีรีย์เรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง และมีภาคสองตามออกมาในเวลาไม่นานนัก

สำหรับช่องทางการฉายนั้น ผู้กำกับอย่าง Macpherson เลือกที่จะนำไปฉายบน go90 บริการสตรีมมิ่งของ Verizon ซึ่ง BusinessInsider ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า ก่อนหน้าที่จะได้ฉายเรื่อง t@gged นั้น บริการอย่าง go90 ไม่ค่อยประสบความสำเร็จด้านตัวเลขมากนัก แต่หลังจากที่ฉายออกไปก็พบว่า มีคนเข้ามาให้ความสนใจอย่างมาก และมีคอมเมนท์เกิดขึ้นหลายพันชิ้นจากผู้ที่ได้ชมซีรีย์ดังกล่าว (แต่ Macpherson เผยว่า Verizon ไม่ได้เปิดเผยยอดผู้ชมให้เธอทราบแต่อย่างใด)

สำหรับในภาคสองของ t@gged นั้น Macpherson ยอมรับว่าจะมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง ตั้งแต่การปรับเวลา 1 ตอนให้ยาวขึ้นเป็น 22 – 23 นาที และมีทั้งหมด 12 ตอน ซึ่งเรียกได้ว่านานพอ ๆ กับรายการทีวีที่ฉายทั่วไป เนื่องจากมองว่าน่าจะตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มวัยรุ่นได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ Macpherson บอกด้วยว่า ทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่เพื่อให้เข้ากับผู้ชมเจเนอเรชั่นใหม่ เพราะสิ่งที่ทำให้ซีรีย์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จนั้นมาจากคำแนะนำของโปรดักชันเฮาส์อย่าง AwesomenessTV ที่เป็นประโยชน์อย่างมากนั่นเอง

Hannah Macpherson

“ตอนที่ฉันนำ t@gged เข้าไปคุยกับ AwesomenessTV ครั้งแรกนั้น มันยังเป็นภาพยนตร์ความยาว 1 ชั่วโมง ที่มีตัวละครค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะตัวละครผู้ใหญ่ และเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเดทออนไลน์ ซึ่ง AwesomenessTV แนะนำให้ตัดตัวละครผู้ใหญ่ออกไปบ้าง” นั่นทำให้ Macpherson เลือกที่จะลดเวลาของซีรีย์ให้กระชับลง และโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องที่เป็นเด็กมัธยมปลายมากขึ้น

ความสำเร็จประการที่สองและเป็นสิ่งที่ทำให้ t@gged แตกต่างจากรายการทีวีก็คือตัวละครที่ใช้ทั้งนักแสดงทั่วไป และ Influencer บน Social Media โดย AwesomenessTV มีการใช้อัลกอริธึมช่วยในการตัดสินใจว่า จะต้องใช้ดาราปกติและดาราที่เป็น Influencer เท่าไรในแต่ละโปรเจ็คจึงจะลงตัวและสามารถเกิดกระแสบนโลกออนไลน์ได้ ซึ่ง Macpherson มองว่าเป็นเรื่องที่ทรงพลังมาก

โดยในภาคสองนี้ เธอได้ Influencer คนดังอย่าง JC Caylen มาร่วมงาน ซึ่งเขาคนนี้มีผู้ติดตามบน YouTube ถึง 2.7 ล้านคนเลยทีเดียว

จากกรณีศึกษาดังกล่าว เราอาจได้มองเห็นสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การพัฒนาคอนเทนต์บน YouTube กลายเป็นศาสตร์ที่มีอัลกอริธึมเข้ามาเกี่ยวข้อง และมีผลต่อความสำเร็จของซีรีย์นั้น ๆ ไปแล้ว และในอนาคต ก็เชื่อว่าอัลกอริธีมจะเข้าไปเกี่ยวข้องในอีกหลาย ๆ วงการเสียด้วย

ที่มา: BusinessInsider

Editorial team of Thumbsup for Digital Marketing & PR section which working space is around with the laugh and love of family :)