รีวิวผู้ให้บริการ Logistics และ Fulfillment สำหรับธุรกิจ E-Commerce

by | May 14, 2017
0
shares
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+

 

ปัจจุบันคงต้องยอมรับว่า บริการ  Logistics & Fullfillment ในไทยนั้นมีตัวเลือกมากมาย แต่จะเลือกอย่างไรให้ตอบโจทย์ธุรกิจที่สุดนั้น ด้วยความที่ผมคลุกคลีกับธุรกิจ e-commerceมาพอสมควรจึงอยากแชร์มุมมอง (ส่วนตัว) ในการใช้งานผู้ให้บริการรายต่างๆ ในตลาดไทยมาฝากกัน เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อคนทำธุรกิจ e-commerce บ้างไม่มากก็น้อยครับ

Next Day Delivery

1. ไปรษณีย์ไทย

ไปรษณีย์ไทยจัดว่าเป็นผู้ให้บริการรายแรกและรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีจำนวนสาขาเยอะที่สุด และรู้เส้นทางดีที่สุด แถมยังมีผู้บริโภคไว้วางใจใช้งานอยู่ไม่น้อย

พื้นที่ให้บริการ : คลอบคลุมทั่วประเทศ
การคิดค่าบริการ : คิดจากน้ำหนักเท่านั้น

วงเงินประกันสินค้า : EMS ประกันสินค้าไม่เกิน 1,000 บาท หรือ ตามจริง
วงเงินประกันสินค้า : ลงทะเบียน ประกันสินค้าไม่เกิน 300 บาท หรือ ตามจริง
*ไปรษณีย์จะขอเอกสารใบเสร็จ และภาพความเสียหายเพื่อจะพิจารณาว่า จะคืนเงินให้ตามจริงหรือไม่เกินที่กำหนดครับ

ระยะเวลาการขอเคลมค่าสินค้า : 2-4 เดือน
บริการเก็บเงินปลายทาง : N/A
API สำหรับเชื่อมต่อระบบ : ไม่มี
Shop/Agent : มี
บริการรับสินค้าถึงต้นทาง : ไม่มี

สิ่งที่เจอจากประสบการณ์ของผู้เขียน
– สินค้าตกค้าง
– ไม่อัพเดตสถานะพัสดุ

2. Kerry Express

Kerry Express เป็นอีกหนึ่งผู้ให้บริการที่เติบโตอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน โดยปัจจุบันมีสาขา parcel shop มากมายให้ได้ส่งของกัน โดยเลือกดูได้ที่ https://th.kerryexpress.com/th/where-we-are/

พื้นที่ให้บริการ : คลอบคลุมทั่วประเทศ
การคิดค่าบริการ : น้ำหนัก, ขนาดกล่อง และ จุดหมายปลายทาง แบ่งจุดหมายปลายทางเป็นกรุงเทพและปริมณฑล


วงเงินประกันสินค้า : ไม่เกิน 2,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)
ระยะเวลาการขอเคลมค่าสินค้า : ไม่เกิน 15 วัน
บริการเก็บเงินปลายทาง : มีทั้งรับเงินสด, บัตรเครดิตและ rabbit LinePay คิดค่าธรรมเนียม 3%
API สำหรับเชื่อมต่อระบบ : มี
Shop/Agent : มี
บริการรับสินค้าถึงต้นทาง : 9.00 – 17.00 (สำหรับ B2B ที่ติดต่อกับส่วนกลางเท่านั้น)

สิ่งที่เจอจากประสบการณ์ของผู้เขียน
– ยังไม่ได้ใช้บริการในปริมาณมากนัก ไม่สามารถให้ความเห็นได้

3. DHL Express

พื้นที่ให้บริการ : คลอบคลุมทั่วประเทศ
การคิดค่าบริการ : น้ำหนัก, ขนาดกล่อง และ จุดหมายปลายทาง แบ่งจุดหมายปลายทางเป็นกรุงเทพและปริมณฑล
Price : non-Disclosure
Note : DHL จะทำการจัดส่งเป็นเฉพาะ Bangkok และ UPC1 ตามตาราง region ด้านล่าง UPC2 จะเป็นบริการโดยไปรษณีย์ไทย

วงเงินประกันสินค้า : ไม่เกิน 2,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)
ระยะเวลาการขอเคลมค่าสินค้า : ไม่เกิน 15 วัน
บริการเก็บเงินปลายทาง : N/A
API สำหรับเชื่อมต่อระบบ : N/A
Shop/Agent : มี
บริการรับสินค้าถึงต้นทาง : ไม่มีข้อมูลเวลาเข้ารับบริการ (free if volume > 20 parcels)

สิ่งที่เจอจากประสบการณ์ของผู้เขียน
– ยังไม่ได้ใช้บริการในปริมาณมากนัก ไม่สามารถให้ความเห็นได้

4. Alphafast

พื้นที่ให้บริการ : เฉพาะกรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น
การคิดค่าบริการ : ขนาดกล่องเท่านั้น

วงเงินประกันสินค้า : ไม่เกิน 2,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)
ระยะเวลาการขอเคลมค่าสินค้า : ไม่เกิน 15 วัน
บริการเก็บเงินปลายทาง : 2.0% สำหรับเงินสด และ 2.9% สำหรับบัตรเครดิต
API สำหรับเชื่อมต่อระบบ : มี
Shop/Agent : ไม่มี
บริการรับสินค้าถึงต้นทาง : 08.00-21.00น. (ฟรี 3 ชิ้นขึ้นไป)

สิ่งที่เจอจากประสบการณ์ของผู้เขียน
– Support Service รวดเร็ว แก้ปัญหาได้ทันใจ
– ความคลาดเคลื่อนในการนัดหมายลูกค้า ทำให้สินค้าต้องนำมาจัดส่งซ้ำในวันถัดไป- มีปัญหาการเก็บข้อมูลผู้รับ
– บางครั้งผู้รับคนเดิมๆ ก็ยังต้องติดต่อสอบถามทางอยู่เสมอ

5. SCG Express

นับเป็นผู้ให้บริการหน้าใหม่ที่สุด แต่เป็นความร่วมมือระหว่างสองยักษ์ใหญ่ SCG และบริษัท Yamato Asia ที่มีสัญลักษณ์เป็นแมวดำคาบลูก
พื้นที่ให้บริการ : เฉพาะกรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น
การคิดค่าบริการ : ขนาดกล่องเท่านั้น

วงเงินประกันสินค้า : ไม่เกิน 3,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)
ระยะเวลาการขอเคลมค่าสินค้า : ไม่เกิน 15 วัน
บริการเก็บเงินปลายทาง : มีทั้งรับเงินสดและบัตรเครดิต (เร็วๆนี้)  คิดค่าธรรมเนียม 3%
API สำหรับเชื่อมต่อระบบ : มี
Shop/Agent : มี
บริการรับสินค้าถึงต้นทาง : (ฟรี 3 ชิ้นขึ้นไป)
อีกหนึ่งบริการที่โดดเด่นและน่าสนใจมากของ SCG Express คือ บริการขนส่งสินค้าแบบ Chilled และ Frozen รวมไปถึงการจัดส่งผลผลิตทางเกษตร ซึ่งเป็นรายเดียวในตลาดที่บริการใน Segment นี้

สิ่งที่เจอจากประสบการณ์ของผู้เขียน
– ยังไม่ได้ใช้บริการในปริมาณมากนัก ไม่สามารถให้ความเห็นได้

Shippop

Shippop เป็นบริการ Logistics Hub และรวบรวมเครื่องมือต่างๆ เกี่ยวกับการขนส่งทำให้เรื่องขนส่งเป็นเรื่องง่ายๆ คุณสมบัติของ Shippop ที่โดดเด่นและจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ หลักๆ มีดังนี้ครับ

มี API ให้ใช้งาน

ธุรกิจใครที่มี Backoffice ของตัวเองอยู่แล้ว สามารถเชื่อมต่อ API เพื่อใช้งานระบบขนส่งผ่าน Backoffice ของตนเองได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

Tracking code Generation – เป็นบริการจองขนส่ง (สามารถออกเลข Tracking ตั้งแต่ก่อนจัดส่ง) โดยจะสร้างรายการขนส่งบนเว็บไซต์, upload เป็น Excel หรือว่าใช้งานผ่าน API ก็ได้ เมื่อได้เลข Tracking Code ตั้งแต่ก่อนส่งพัสดุ ก็ทำให้สะดวกต่อการสื่อสารกับลูกค้าและไม่ต้องไปรอคิวหน้าเคาเตอร์ปกติ

พิมพ์ใบปะหน้า

เมื่อมีรายการขนส่งเรียบร้อยแล้วก็สามารถสั่งพิมพ์ใบปะหน้าได้อย่างง่าย จัดตำแหน่ง ใส่ logo สบายเลย

Report

มี Report ให้ดูเป็นรายวัน, รายเดือน ชำระเงินเป็นรอบๆ สะดวกในการคุมค่าขนส่ง ตรวจสอบง่ายไม่รั่วไหล

นอกจากนั้นยังมีขนส่งหลายเจ้าให้เลือกใช้ เพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการ รวมถึงมีบริการของ Skootar ซึ่งเป็น On-Demand Delivery ซึ่งจะพูดถึงใน [ตอนที่ 2] ด้วยนะครับ ^^

ส่วนตัวผมใช้บริการขนส่งทุกรายผ่าน Shippop เพื่อให้ Shippop เป็นผู้ช่วยในการบริหารจัดการเรื่องขนส่งให้กับธุรกิจ แว่วๆ มาว่า SCG ก็กำลังเชื่อมต่อกับ Shippop เช่นกัน

สิ่งที่เจอจากประสบการณ์ของผู้เขียน
– Support Service รวดเร็ว แก้ปัญหาได้ทันใจดีครับ

จบ Part 1

editorial note: บทความนี้คือบทความพิเศษ (ที่เราเรียกว่า Guest Post) จาก Pakorn Leesakul (AJ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท Finema ซึ่งมีประสบการณ์ด้าน Enterprise Solution กว่า 10 ปี รวมถึงการผ่านงานด้าน Business Development ที่บริษัท Paysbuy และ Omise บทความนี้เขาส่งมาให้ กองบรรณาธิการ thumbsup อัพโหลดขึ้นให้ชาว thumbsup โดยเฉพาะ ทว่าสิ่งที่เขาขียน ไม่สะท้อนแนวคิดของกองบรรณาธิการ thumbsup เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของเขา ว่าแล้วก็อ่านกันได้โดยพลัน

"thumbsup" (อ่าน ธั๊ม’ส-อัพ) คือชุมชนของ "นักเรียนการตลาดตลอดชีวิต" เรามีข่าวสาร, บทความ, บทสัมภาษณ์ ตลอดจน event ที่นักการตลาดหลายคนชื่นชอบ เช่น Spark Conference, Digital Matters