<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>thumbsup</title>
	<atom:link href="http://thumbsup.in.th/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thumbsup.in.th</link>
	<description>where IT Business is meaningful</description>
	<lastBuildDate>Sun, 19 May 2013 03:30:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.5.1</generator>
		<item>
		<title>สำรวจพบกลุ่มคุณแม่ 92% พร้อมจะบอกต่อดีลและส่งต่อลิงก์ให้เพื่อนรู้</title>
		<link>http://thumbsup.in.th/2013/05/social-marketing-with-moms/</link>
		<comments>http://thumbsup.in.th/2013/05/social-marketing-with-moms/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 19 May 2013 03:30:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thumbsupteam</dc:creator>
				<category><![CDATA[E-Commerce]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[marketing]]></category>
		<category><![CDATA[moms]]></category>
		<category><![CDATA[social]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thumbsup.in.th/?p=36188</guid>
		<description><![CDATA[ใครที่อยากได้กลุ่มตลาดที่สามารถเป็นกระบอกกระจายเสียงให้กับแคมเปญสามารถมุ่งที่กลุ่มคุณแม่ได้เลย การสำรวจล่าสุดพบว่าคุณแม่อเมริกันมากกว่า 9 ใน 10 รายสมัครใจส่งต่อดีลและข้อมูลที่สนใจถึงเพื่อนและคนรู้จัก ซึ่งไม่แน่ว่าคุณแม่ชาวไทยอาจจะมีพฤติกรรมเดียวกันก็ได้ สถิติของหลายสำนักที่ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับการใช้งานโซเชียลมีเดียตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในแวดวงโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานที่เคยมีอิทธิพลอย่างกลุ่มวัยรุ่น กลับเริ่มมีบทบาทลดลงและถูกแทนที่ด้วยกลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นผู้ใหญ่ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มคุณแม่เพิ่มมากขึ้น เว็บไซต์ Ctpboston.com ที่ได้ทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียในสหรัฐฯระบุว่า ปัจจุบันกลุ่ม “คุณแม่” กลายเป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่มีบทบาทมากขึ้นในแวดวงเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั้งในเรื่องของจำนวนผู้ใช้งานและการทำธุรกิจ ซึ่งเห็นได้ชัดจากจำนวนคุณแม่ที่หันมาซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงยังได้รับอิทธิพลในการซื้อสินค้าจากโซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้น โดยผลสำรวจพฤติกรรมในการซื้อสินค้าพบว่า 44% ของคุณแม่ชาวอเมริกันในปัจจุบันตัดสินใจซื้อสินค้าตามคำแนะนำของเพื่อนที่โพสบนโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้คุณแม่อีก 78% ยังนิยมตาม (Follow) แบรนด์ที่ตัวเองชื่นชอบเพื่อรับคูปองหรือส่วนลดสำหรับใช้ในการซื้อสินค้า ในขณะมีผู้ใช้งานทั่วไปเพียงแค่ 55% เท่านั้นที่ติดตามแบรนด์เพื่อรับส่วนลด การใช้งานโซเชียลมีเดียของคุณแม่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่กว่า 89% พบว่าเป็นการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางหลัก ซึ่งก่อนการซื้อสินค้าในแต่ละครั้งมักหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจในการซื้อสินค้า และหลังจากทดลองใช้สินค้าแล้วยังพบอีกว่าคุณแม่กว่า 9 ใน 10 (92%) ยังนิยมนำประสบการณ์ที่เจอมาแชร์หรือบอกเล่าต่อด้วยเช่นกัน ผลการสำรวจพบว่า บล็อก (Blog) เป็นโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคุณแม่ชาวอเมริกันในเวลานี้ ซึ่งล่าสุดในอเมริกาเหนือมีผู้ใช้งานที่เป็นคุณแม่รวมกันแล้วสูงถึง 3.9 ล้านคน และยังมีคุณแม่ที่เข้าไปอ่านบล็อกอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งมากถึง 18.3 ล้านคน [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thumbsup.in.th/?attachment_id=36189" rel="attachment wp-att-36189"><img class="aligncenter" alt="moms-social-media2" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/moms-social-media2.jpg" width="600" height="328" /></a></p>
<p>ใครที่อยากได้กลุ่มตลาดที่สามารถเป็นกระบอกกระจายเสียงให้กับแคมเปญสามารถมุ่งที่กลุ่มคุณแม่ได้เลย การสำรวจล่าสุดพบว่าคุณแม่อเมริกันมากกว่า 9 ใน 10 รายสมัครใจส่งต่อดีลและข้อมูลที่สนใจถึงเพื่อนและคนรู้จัก ซึ่งไม่แน่ว่าคุณแม่ชาวไทยอาจจะมีพฤติกรรมเดียวกันก็ได้</p>
<p><span id="more-36188"></span></p>
<p>สถิติของหลายสำนักที่ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับการใช้งานโซเชียลมีเดียตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในแวดวงโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานที่เคยมีอิทธิพลอย่างกลุ่มวัยรุ่น กลับเริ่มมีบทบาทลดลงและถูกแทนที่ด้วยกลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นผู้ใหญ่ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มคุณแม่เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>เว็บไซต์ Ctpboston.com ที่ได้ทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียในสหรัฐฯระบุว่า ปัจจุบันกลุ่ม “คุณแม่” กลายเป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่มีบทบาทมากขึ้นในแวดวงเครือข่ายสังคมออนไลน์ทั้งในเรื่องของจำนวนผู้ใช้งานและการทำธุรกิจ ซึ่งเห็นได้ชัดจากจำนวนคุณแม่ที่หันมาซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงยังได้รับอิทธิพลในการซื้อสินค้าจากโซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>โดยผลสำรวจพฤติกรรมในการซื้อสินค้าพบว่า 44% ของคุณแม่ชาวอเมริกันในปัจจุบันตัดสินใจซื้อสินค้าตามคำแนะนำของเพื่อนที่โพสบนโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้คุณแม่อีก 78% ยังนิยมตาม (Follow) แบรนด์ที่ตัวเองชื่นชอบเพื่อรับคูปองหรือส่วนลดสำหรับใช้ในการซื้อสินค้า ในขณะมีผู้ใช้งานทั่วไปเพียงแค่ 55% เท่านั้นที่ติดตามแบรนด์เพื่อรับส่วนลด</p>
<p>การใช้งานโซเชียลมีเดียของคุณแม่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่กว่า 89% พบว่าเป็นการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางหลัก ซึ่งก่อนการซื้อสินค้าในแต่ละครั้งมักหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจในการซื้อสินค้า และหลังจากทดลองใช้สินค้าแล้วยังพบอีกว่าคุณแม่กว่า 9 ใน 10 (92%) ยังนิยมนำประสบการณ์ที่เจอมาแชร์หรือบอกเล่าต่อด้วยเช่นกัน</p>
<p>ผลการสำรวจพบว่า บล็อก (Blog) เป็นโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคุณแม่ชาวอเมริกันในเวลานี้ ซึ่งล่าสุดในอเมริกาเหนือมีผู้ใช้งานที่เป็นคุณแม่รวมกันแล้วสูงถึง 3.9 ล้านคน และยังมีคุณแม่ที่เข้าไปอ่านบล็อกอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งมากถึง 18.3 ล้านคน โดยบล็อกเหล่านี้กลายเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมที่ 64% ของคุณแม่ชาวอเมริกันใช้ค้นหาข้อมูลและคำแนะนำต่างๆเพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อสินค้า</p>
<p>เนื้อหาของบล็อกที่ถูกนำเสนอส่วนใหญ่เป็นการรีวิวสินค้าหลังจากใช้งาน ซึ่งมีทั้งด้านบวกและลบ แต่ส่วนใหญ่พบว่าบล็อกกว่า 77% เป็นการนำเสนอข้อมูลสินค้าในด้านบวก และมีเพียงแค่ 14% ของบล็อกเท่านั้นที่มีการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับสินค้าในด้านลบ</p>
<p style="text-align: left;"><a href="http://thumbsup.in.th/?attachment_id=36190" rel="attachment wp-att-36190"><img class="aligncenter  wp-image-36190" alt="moms-social-media" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/moms-social-media.jpg" width="600" height="994" /></a><br />
<strong>ที่มา: <a href="http://www.mediabistro.com/alltwitter/social-marketing-moms_b42121" target="_blank">Visual.ly</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thumbsup.in.th/2013/05/social-marketing-with-moms/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Twitter จับมือ NBA ให้คอบาสชมย้อนหลัง</title>
		<link>http://thumbsup.in.th/2013/05/twitter-nba-team-up/</link>
		<comments>http://thumbsup.in.th/2013/05/twitter-nba-team-up/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 19 May 2013 02:00:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thumbsupteam</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[nba]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thumbsup.in.th/?p=36221</guid>
		<description><![CDATA[ความร่วมมือใหม่ล่าสุดระหว่าง Twitter และ NBA ไม่ได้ทำให้เกิดระบบชมย้อนหลังธรรมดา แต่เป็น In-Stream Video Replays ที่จะทำให้คอบาสทุกคนได้ชมช่วงเวลาประทับใจย้อนหลังได้ในรูปแบบกระแสวิดีโอที่จะถูกส่งมาต่อเนื่องไม่ขาดสาย เรียกว่าเป็นอีกลูกเล่นใหม่ที่สะท้อนว่า Twitter กำลังทำตัวเป็นมีเดียยุคใหม่อย่างชัดเจน Twitter รู้ดีว่าหนึ่งในจุดแข็งของตัวเองคือกลุ่มลูกค้าคอกีฬา ที่ผ่านมา หัวข้อพูดคุยเรื่องกีฬาที่แพร่หลายมากบน Twitter สะท้อนว่าเครือข่ายสังคมบล็อกสั้นมีลูกค้ากลุ่มนี้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งจะเป็นการดีมากถ้า Twitter สามารถเพิ่มมนต์เสน่ห์ดึงดูดคนกลุ่มนี้มาได้มากขึ้น คำตอบจึงไปลงเอยที่ความร่วมมือกับ NBA สมาคมบาสเก็ตบอลแห่งชาติสหรัฐฯที่ตกลงจับมือกับ Twitter ในการสตรีมช่วงเวลาไฮไลท์เพื่อให้ผู้ชมมีโอกาสชมย้อนหลังแบบลูกต่อลูก โดยระบบสตรีมวิดีโอเพื่อชมย้อนหลังนี้จะเริ่มจุดพลุในการแข่งขันฤดูการนี้ วิดีโอไฮไลท์การแข่งขันแต่ละชิ้นจะติดแฮชแท็ก #NBARapidReplay เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาวิดีโอ เชื่อว่าจะโดนใจคอบาสทั่วสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน สิ่งที่ Twitter จะได้รับไม่ใช่เพียงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคอกีฬาเท่านั้น และ NBA ก็จะไม่ได้ตอบโจทย์คอบาสดิจิตอลอย่างเดียว แต่ทั้งคู่ยังสามารถทำเงินจากการโฆษณา โดยขณะนี้ยักษ์ใหญ่อย่าง Sony, Taco Bell และ Sprint ขานรับการสนับสนุนระบบชมวิดีโอย้อนหลังนี้แล้ว ความร่วมมือระหว่าง Twitter และ NBA เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วันหลังจาก ยักษ์ใหญ่บรอดคาสต์อย่าง ESPN ประกาศว่าจะเริ่มโพสต์วิดีโอไฮไลท์สั้นๆของการแข่งขันฟุตบอลโลก World [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://thumbsup.in.th/?attachment_id=36222" rel="attachment wp-att-36222"><img class="aligncenter" alt="nba" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/nba.jpg" width="520" height="292" /></a></p>
<p>ความร่วมมือใหม่ล่าสุดระหว่าง Twitter และ NBA ไม่ได้ทำให้เกิดระบบชมย้อนหลังธรรมดา แต่เป็น In-Stream Video Replays ที่จะทำให้คอบาสทุกคนได้ชมช่วงเวลาประทับใจย้อนหลังได้ในรูปแบบกระแสวิดีโอที่จะถูกส่งมาต่อเนื่องไม่ขาดสาย เรียกว่าเป็นอีกลูกเล่นใหม่ที่สะท้อนว่า Twitter กำลังทำตัวเป็นมีเดียยุคใหม่อย่างชัดเจน</p>
<p><span id="more-36221"></span></p>
<p>Twitter รู้ดีว่าหนึ่งในจุดแข็งของตัวเองคือกลุ่มลูกค้าคอกีฬา ที่ผ่านมา หัวข้อพูดคุยเรื่องกีฬาที่แพร่หลายมากบน Twitter สะท้อนว่าเครือข่ายสังคมบล็อกสั้นมีลูกค้ากลุ่มนี้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งจะเป็นการดีมากถ้า Twitter สามารถเพิ่มมนต์เสน่ห์ดึงดูดคนกลุ่มนี้มาได้มากขึ้น</p>
<p>คำตอบจึงไปลงเอยที่ความร่วมมือกับ NBA สมาคมบาสเก็ตบอลแห่งชาติสหรัฐฯที่ตกลงจับมือกับ Twitter ในการสตรีมช่วงเวลาไฮไลท์เพื่อให้ผู้ชมมีโอกาสชมย้อนหลังแบบลูกต่อลูก โดยระบบสตรีมวิดีโอเพื่อชมย้อนหลังนี้จะเริ่มจุดพลุในการแข่งขันฤดูการนี้</p>
<p>วิดีโอไฮไลท์การแข่งขันแต่ละชิ้นจะติดแฮชแท็ก <a href="https://twitter.com/search?q=%23nbarapidreplay" target="_blank">#NBARapidReplay</a> เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาวิดีโอ เชื่อว่าจะโดนใจคอบาสทั่วสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน</p>
<p>สิ่งที่ Twitter จะได้รับไม่ใช่เพียงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคอกีฬาเท่านั้น และ NBA ก็จะไม่ได้ตอบโจทย์คอบาสดิจิตอลอย่างเดียว แต่ทั้งคู่ยังสามารถทำเงินจากการโฆษณา โดยขณะนี้ยักษ์ใหญ่อย่าง Sony, Taco Bell และ Sprint ขานรับการสนับสนุนระบบชมวิดีโอย้อนหลังนี้แล้ว</p>
<p>ความร่วมมือระหว่าง Twitter และ NBA เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วันหลังจาก ยักษ์ใหญ่บรอดคาสต์อย่าง ESPN ประกาศว่าจะเริ่มโพสต์วิดีโอไฮไลท์สั้นๆของการแข่งขันฟุตบอลโลก World Cup รอบคัดเลือก และเกมการแข่งขันอื่นๆบน Twitter โดยวิดีโอเหล่านี้จะมีการลงโฆษณาต่อไป</p>
<p>ไม่แน่ บทบาทใหม่ของ Twitter ในวงการกีฬา อาจจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในวงการดิจิตอลทีวีอนาคตก็ได้</p>
<p><strong>ที่มา: <a href="http://mashable.com/2013/05/17/twitter-nba-team-up/" target="_blank">Mashable</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thumbsup.in.th/2013/05/twitter-nba-team-up/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Software Expo Asia เปิดตัวยิ่งใหญ่ ด้วยการสนับสนุนของทุกภาคส่วน</title>
		<link>http://thumbsup.in.th/2013/05/software-expo-asia/</link>
		<comments>http://thumbsup.in.th/2013/05/software-expo-asia/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 May 2013 16:00:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thumbsupteam</dc:creator>
				<category><![CDATA[PR News]]></category>
		<category><![CDATA[Software Expo Asia]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thumbsup.in.th/?p=36233</guid>
		<description><![CDATA[Software Expo Asia งานแสดงสินค้าพร้อมการกิจกรรมสัมมนาและเจรจาธุรกิจ ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA พร้อมการจัดประชุม ASOCIO ICT Summit 2013จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรม Intercontinentalนาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้เกียรติเป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดงาน Software Expo Asia ภายใต้แนวคิด Unite Asia Innovation ซึ่งจะจัดงานพร้อมกับการประชุม ASOCIO ICT Summit 2013 โดยภายในงานแถลงข่าว มีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงICT ผู้บริหารสมาคมที่อยู่ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ รวมถึง สื่อมวลชนทุกแขนง ต่างเข้าร่วม แสดงความมั่นใจและประกาศให้การสนับสนุนต่อการจัดงานดังกล่าว ซึ่งจะเป็นประวัติศาสตร์การสร้างจุดก้าวกระโดดให้กับวงการซอฟต์แวร์ไทย มีการเปิดเผยความก้าวหน้าการเตรียมงานพร้อมการตอบรับอย่างดียิ่งจากสมาคมที่เกี่ยวข้องในวงการซอฟต์แวร์ระดับภูมิภาค ที่ได้ยืนยันการเข้าร่วมงานทั้งจากกลุ่มประเทศสมาชิก ASOCIO ( Asian-Oceanian Computing Industry Organization ) และหลากหลายกลุ่มนักธุรกิจ รวมถึงสมาคมการค้าหลังการจัด Road show [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://thumbsup.in.th/2013/05/software-expo-asia/software-expo-asia-2/" rel="attachment wp-att-36234"><img class="aligncenter  wp-image-36234" alt="software expo asia" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/software-expo-asia.jpg" width="503" height="336" /></a></p>
<p><a href="www.softwareexpoasia.com" target="_blank">Software Expo Asia</a> งานแสดงสินค้าพร้อมการกิจกรรมสัมมนาและเจรจาธุรกิจ ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ <a href="http://sipa.or.th/main.php?filename=index1" target="_blank">SIPA </a>พร้อมการจัดประชุม ASOCIO ICT Summit 2013จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรม Intercontinental<span id="more-36233"></span>นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้เกียรติเป็นประธานงานแถลงข่าวการจัดงาน Software Expo Asia ภายใต้แนวคิด Unite Asia Innovation ซึ่งจะจัดงานพร้อมกับการประชุม ASOCIO ICT Summit 2013 โดยภายในงานแถลงข่าว มีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงICT ผู้บริหารสมาคมที่อยู่ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ รวมถึง สื่อมวลชนทุกแขนง ต่างเข้าร่วม แสดงความมั่นใจและประกาศให้การสนับสนุนต่อการจัดงานดังกล่าว ซึ่งจะเป็นประวัติศาสตร์การสร้างจุดก้าวกระโดดให้กับวงการซอฟต์แวร์ไทย</p>
<p>มีการเปิดเผยความก้าวหน้าการเตรียมงานพร้อมการตอบรับอย่างดียิ่งจากสมาคมที่เกี่ยวข้องในวงการซอฟต์แวร์ระดับภูมิภาค ที่ได้ยืนยันการเข้าร่วมงานทั้งจากกลุ่มประเทศสมาชิก ASOCIO ( Asian-Oceanian Computing Industry Organization ) และหลากหลายกลุ่มนักธุรกิจ รวมถึงสมาคมการค้าหลังการจัด Road show ในต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ไต้หวัน พม่า ฯลฯ นักธุรกิจชั้นนำและผู้เกี่ยวข้องกับการใช้ซอฟต์แวร์ต่างยืนยันเข้าร่วมแสดงสินค้า ร่วมสัมมนา และเจรจาธุรกิจ ในงานที่จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2556 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์<br />
ยิ่งไปกว่านั้น การจัดสัมมนาที่จะเกิดขึ้น จะเป็นเวทีขององค์ความรู้ การแบ่งปันข้อมูลทั้งเชิงวิชาการและประสบการณ์จากวิทยากรระดับโลก อาทิ Prof. Hirotaka Takeuchi ,Professor at Harvard Business School. Mr. Jonathan Krause ,Executive Partner with Gartner Executive Program คุณสุทธิชัย หยุ่น เป็นต้น</p>
<p>ผู้สนใจร่วมงานสามารถลงทะเบียนและร่วมติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook:softwareexpoasia และ <a href="http://www.softwareexpoasia.com/" target="_blank" rel="nofollow nofollow">www.softwareexpoasia.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thumbsup.in.th/2013/05/software-expo-asia/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โซเชียลมีเดียช่วยเพิ่มอัตราการคลิก URL บนอีเมลสูงทะลุ 158%</title>
		<link>http://thumbsup.in.th/2013/05/social-media-help-to-increase-ctr-in-email/</link>
		<comments>http://thumbsup.in.th/2013/05/social-media-help-to-increase-ctr-in-email/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 May 2013 02:00:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thumbsupteam</dc:creator>
				<category><![CDATA[Digital Advertising]]></category>
		<category><![CDATA[E-Commerce]]></category>
		<category><![CDATA[CTR]]></category>
		<category><![CDATA[email]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thumbsup.in.th/?p=36195</guid>
		<description><![CDATA[บทความที่นำเสนอในวันนี้เป็นผลการสำรวจจาก GetResponse ที่ได้ทำการสำรวจรูปแบบการทำการตลาดที่กำลังเป็นที่นิยมตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คือการทำการตลาดโดยนำเอาโซเชียลมีเดียมาใช้งานคู่กับ E-mail Marketing หรือการนำเอาปุ่มแชร์ที่คุ้นเคยกันดีบนโซเชียลมีเดียมาใช้ควบคู่ไปกับการนำเสนอเนื้อหาในอีเมลนั่นเอง GetResponse ระบุว่าหลังจากนำเอาปุ่มแชร์บนโซเชียลมีเดียมาใช้บนอีเมลแล้วพบว่า อีเมลมีอัตราการคลิกผ่าน (CTR) ต่ออีเมลหนึ่งฉบับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 6.2% ในขณะที่การทำ E-mail Marketing เพียงอย่างเดียวที่มีค่า CTR ต่ออีเมลหนึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4% เท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่าค่า CTR โดยรวมยังเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 115% ในปี 2011 เป็น 158% ในปี 2012 การรวมเอาโซเชียลมีเดียมาช่วยในการทำ E-mail Marketing กลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการทำการตลาดที่ได้รับความนิยมและมีสัดส่วนการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี โดยในปี 2012 ที่ผ่านมาพบว่า มีจำนวนการใช้งานเพิ่มสูงขึ้นถึง 61% (จาก 18.3% ในปี 2011 เป็น 29.4% ในปี 2012) โดยโซเชียลมีเดียที่เหล่านักการตลาดเลือกใช้งานควบคู่กับการส่งอีเมลพบว่า ส่วนใหญ่มีจำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ช่องทางมาเป็นอันดับ 1 (39.1%) รองลงมาเป็น [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://thumbsup.in.th/2013/05/social-media-help-to-increase-ctr-in-email/emailmarketing1-2/" rel="attachment wp-att-36197"><img class="aligncenter" alt="emailMarketing1" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/emailMarketing1.jpg" width="510" height="306" /></a></p>
<p>บทความที่นำเสนอในวันนี้เป็นผลการสำรวจจาก GetResponse ที่ได้ทำการสำรวจรูปแบบการทำการตลาดที่กำลังเป็นที่นิยมตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คือการทำการตลาดโดยนำเอาโซเชียลมีเดียมาใช้งานคู่กับ E-mail Marketing หรือการนำเอาปุ่มแชร์ที่คุ้นเคยกันดีบนโซเชียลมีเดียมาใช้ควบคู่ไปกับการนำเสนอเนื้อหาในอีเมลนั่นเอง</p>
<p><span id="more-36195"></span></p>
<p>GetResponse ระบุว่าหลังจากนำเอาปุ่มแชร์บนโซเชียลมีเดียมาใช้บนอีเมลแล้วพบว่า อีเมลมีอัตราการคลิกผ่าน (CTR) ต่ออีเมลหนึ่งฉบับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 6.2% ในขณะที่การทำ E-mail Marketing เพียงอย่างเดียวที่มีค่า CTR ต่ออีเมลหนึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4% เท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่าค่า CTR โดยรวมยังเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 115% ในปี 2011 เป็น 158% ในปี 2012</p>
<p>การรวมเอาโซเชียลมีเดียมาช่วยในการทำ E-mail Marketing กลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการทำการตลาดที่ได้รับความนิยมและมีสัดส่วนการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี โดยในปี 2012 ที่ผ่านมาพบว่า มีจำนวนการใช้งานเพิ่มสูงขึ้นถึง 61% (จาก 18.3% ในปี 2011 เป็น 29.4% ในปี 2012) โดยโซเชียลมีเดียที่เหล่านักการตลาดเลือกใช้งานควบคู่กับการส่งอีเมลพบว่า ส่วนใหญ่มีจำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ช่องทางมาเป็นอันดับ 1 (39.1%) รองลงมาเป็น 4 ช่องทาง (34.9%) 2 ช่องทาง (14.9%) และ 1 ช่องทาง (11%)</p>
<p>ส่วนโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมและถูกเลือกใช้มาเป็นอันดับแรก คือ Facebook (98.8%) รองลงมาเป็น Twitter (90.5%) Linkedin (68.1%) Pinterest (46.4%) และ Google+ (41.6%)</p>
<p>แต่ในทางกลับกันผลสำรวจกลับพบว่า LinkedIn ที่ได้รับความนิยมและมีสัดส่วนการใช้งานมาเป็นอันดับที่ 3 กลับเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพและมีค่า CTR สูงสุดมาเป็นอันดับ 1 ของโซเชียลมีเดียทั้ง 5 ที่ได้ทำการสำรวจ (7.9%) โดยมี Facebook และ Twitter ที่มีค่า CTR ตามมาเป็นอันดับ 2 (6.2%) รวมไปถึง Google+ (5.3%) และ Pinterest (5%)</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://thumbsup.in.th/2013/05/social-media-help-to-increase-ctr-in-email/social-sharing-boosts-email/" rel="attachment wp-att-36198"><img class="aligncenter  wp-image-36198" alt="social-sharing-boosts-email" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/social-sharing-boosts-email.jpg" width="560" height="2596" /></a></p>
<p><strong>ที่มา: <a href="http://www.mediabistro.com/alltwitter/social-sharing-email_b41962">Mediabistro</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thumbsup.in.th/2013/05/social-media-help-to-increase-ctr-in-email/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>[ลือ] Yahoo! เตรียมทุ่มเงินพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซื้อ Tumblr</title>
		<link>http://thumbsup.in.th/2013/05/rumor-yahoo-will-pay-1-billion-for-tumblr-acquisition/</link>
		<comments>http://thumbsup.in.th/2013/05/rumor-yahoo-will-pay-1-billion-for-tumblr-acquisition/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 May 2013 00:55:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thumbsupteam</dc:creator>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[tumblr]]></category>
		<category><![CDATA[yahoo]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thumbsup.in.th/?p=36201</guid>
		<description><![CDATA[Adweek เผยข้อมูลที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้โลกอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง ด้วยแผนเข้าซื้อ Tumblr ของ Yahoo! ซึ่งงานนี้ Marissa Mayer วางแผนจะทุ่มสุดตัวด้วยจำนวนเงินกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท Adweek เผยว่าทางเว็บไซต์ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการตกลงทางธุรกิจครั้งสำคัญ ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ ทางเว็บไซต์ AllThinsD เองก็เคยออกมาพูดเรื่องนี้ โดยแหล่งข่าวเผยว่าข้อตกลงนี้ยังไม่สิ้นสุด แต่ในเรื่องของจำนวนเงินอาจจะขึ้นไปถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว ในช่วงเวลาหลังจากที่ Marissa Mayer ได้เข้ามากุมบังเหียนในฐานะ CEO ของ Yahoo! ก็ได้ทำการเข้าซื้อกิจการหลายๆ แห่ง ซึ่งการเข้าซื้อกิจการที่ผ่านมา เป็นเพราะ Marissa ต้องการคนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานด้วยเท่านั้น โดยจะเห็นได้จากการที่บริการหลายๆ อย่างที่ถูกซื้อไปจะปิดตัวลงในเวลาต่อมา &#160; ส่วนการเข้าซื้อ Tumblr ในครั้งนี้ หลายคนมองว่าไม่น่าจะเป็นรูปแบบเดิม เพราะ Tumblr มีฐานแฟนๆ อยู่ค่อนข้างมาก และรูปแบบบริการของ Tumblr ก็มีศักยภาพในการสร้างรายได้ โดยเพิ่งจะเปิดตัวบริการโฆษณาบนแอพ Tumblr ไปเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://thumbsup.in.th/2013/05/rumor-yahoo-will-pay-1-billion-for-tumblr-acquisition/170513-2/" rel="attachment wp-att-36204"><img class="aligncenter" alt="170513-2" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/170513-2.jpg" width="448" height="280" /></a></p>
<p>Adweek เผยข้อมูลที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้โลกอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง ด้วยแผนเข้าซื้อ Tumblr ของ Yahoo! ซึ่งงานนี้ Marissa Mayer วางแผนจะทุ่มสุดตัวด้วยจำนวนเงินกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท</p>
<p><span id="more-36201"></span></p>
<p>Adweek เผยว่าทางเว็บไซต์ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการตกลงทางธุรกิจครั้งสำคัญ ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ ทางเว็บไซต์ AllThinsD เองก็เคยออกมาพูดเรื่องนี้ โดยแหล่งข่าวเผยว่าข้อตกลงนี้ยังไม่สิ้นสุด แต่ในเรื่องของจำนวนเงินอาจจะขึ้นไปถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว</p>
<p>ในช่วงเวลาหลังจากที่ Marissa Mayer ได้เข้ามากุมบังเหียนในฐานะ CEO ของ Yahoo! ก็ได้ทำการเข้าซื้อกิจการหลายๆ แห่ง ซึ่งการเข้าซื้อกิจการที่ผ่านมา เป็นเพราะ Marissa ต้องการคนที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานด้วยเท่านั้น โดยจะเห็นได้จากการที่บริการหลายๆ อย่างที่ถูกซื้อไปจะปิดตัวลงในเวลาต่อมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/marissa-mayer.jpg"><img class="aligncenter  wp-image-36211" alt="marissa-mayer" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/marissa-mayer.jpg" width="445" height="277" /></a></p>
<p>ส่วนการเข้าซื้อ Tumblr ในครั้งนี้ หลายคนมองว่าไม่น่าจะเป็นรูปแบบเดิม เพราะ Tumblr มีฐานแฟนๆ อยู่ค่อนข้างมาก และรูปแบบบริการของ Tumblr ก็มีศักยภาพในการสร้างรายได้ โดยเพิ่งจะเปิดตัวบริการโฆษณาบนแอพ Tumblr ไปเมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา และเมื่อรวมเอาความรู้ในการขายโฆษณาของ Yahoo! มารวมกับ Tumlbr ก็น่าจะสร้างรายได้ให้กับ Yahoo อย่างมากมายทีเดียว</p>
<p>ทาง Yahoo! เองก็ยังปิดปากเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ถ้าดูจากสเปกของ Marissa แล้ว งานนี้หวยน่าจะออกที่ Tumblr อย่างไม่น่าพลาดแน่ๆ</p>
<p><strong>ที่มา: <a href="http://venturebeat.com/2013/05/16/yahoo-mulling-1-billion-tumblr-acquisition/">VentureBeat</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thumbsup.in.th/2013/05/rumor-yahoo-will-pay-1-billion-for-tumblr-acquisition/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คาดมูลค่าโฆษณาบนอุปกรณ์มือถือทั่วโลกทะลุ 3 หมื่นล้านเหรียญในปี 2016</title>
		<link>http://thumbsup.in.th/2013/05/global-mobile-advertising-statistics-and-trends/</link>
		<comments>http://thumbsup.in.th/2013/05/global-mobile-advertising-statistics-and-trends/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 May 2013 07:00:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thumbsupteam</dc:creator>
				<category><![CDATA[Digital Advertising]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile and Tablet industry]]></category>
		<category><![CDATA[advertising]]></category>
		<category><![CDATA[mobile]]></category>
		<category><![CDATA[statistics]]></category>
		<category><![CDATA[Trends]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thumbsup.in.th/?p=36130</guid>
		<description><![CDATA[จากกระแสความนิยมในการใช้งานโทรศัพท์มือถือทั่วโลกตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้การทำธุรกิจบนโทรศัพท์มือถือ (Mobile Commerce) กลายเป็นกระแสได้รับความนิยมควบคู่ตามไปด้วย โดยผลการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเป็นช่องทางในการเลือกซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 8.1% ในปี 2012 อีกทั้งในปีนี้ (2013) ยังมีการคาดการณ์ว่า มูลค่าการซื้อขายสินค้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือจะมีสัดส่วนถึง 15% ของมูลค่าค้าปลีกออนไลน์ทั้งหมด และจากมูลค่าการขายสินค้าบนโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เอง ส่งผลทำให้นักการตลาดส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญในการทำโฆษณาบนมือถือ (Mobile Advertising) เพิ่มมากขึ้น โดยเว็บไซต์ Gu-Gulf.com มีการประเมินว่าในปี 2013 รายได้ที่มาจากการลงทุนผ่านโฆษณาบนมือถือทั่วโลกจะมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 13,580 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีแนวโน้มทำสถิติเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเป็น 36,870 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2016 และภายในปีเดียวคาดว่าสหรัฐฯแค่เพียงประเทศเดียวจะมีมูลค่าการลงทุนในการทำโฆษณาบนมือถือสูงถึง 21,530 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทวีปที่พบว่ามีการทำโฆษณาบนมือถือสูงสุดมาเป็นอันดับแรกของโลก คือ อเมริกาเหนือ (7,162 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) รองลงมาเป็นทวีปเอเชีย (3,412 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และทวีปยุโรปตะวันตก (2,735 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) การทำโฆษณาบนมือถือส่วนใหญ่เน้นการลงทุนไปที่ธุรกิจประเภทสื่อและบันเทิง (Entertainment and Media) มาเป็นอันดับ 1 (40%) [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/Mobile-Advertising.jpg"><img class="aligncenter  wp-image-36175" alt="Mobile-Advertising" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/Mobile-Advertising.jpg" width="480" height="322" /></a></p>
<p>จากกระแสความนิยมในการใช้งานโทรศัพท์มือถือทั่วโลกตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้การทำธุรกิจบนโทรศัพท์มือถือ (Mobile Commerce) กลายเป็นกระแสได้รับความนิยมควบคู่ตามไปด้วย โดยผลการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเป็นช่องทางในการเลือกซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 8.1% ในปี 2012 อีกทั้งในปีนี้ (2013) ยังมีการคาดการณ์ว่า มูลค่าการซื้อขายสินค้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือจะมีสัดส่วนถึง 15% ของมูลค่าค้าปลีกออนไลน์ทั้งหมด</p>
<p><span id="more-36130"></span></p>
<p>และจากมูลค่าการขายสินค้าบนโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เอง ส่งผลทำให้นักการตลาดส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญในการทำโฆษณาบนมือถือ (Mobile Advertising) เพิ่มมากขึ้น โดยเว็บไซต์ Gu-Gulf.com มีการประเมินว่าในปี 2013 รายได้ที่มาจากการลงทุนผ่านโฆษณาบนมือถือทั่วโลกจะมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 13,580 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีแนวโน้มทำสถิติเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเป็น 36,870 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2016 และภายในปีเดียวคาดว่าสหรัฐฯแค่เพียงประเทศเดียวจะมีมูลค่าการลงทุนในการทำโฆษณาบนมือถือสูงถึง 21,530 ล้านเหรียญสหรัฐฯ</p>
<p>ทวีปที่พบว่ามีการทำโฆษณาบนมือถือสูงสุดมาเป็นอันดับแรกของโลก คือ อเมริกาเหนือ (7,162 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) รองลงมาเป็นทวีปเอเชีย (3,412 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และทวีปยุโรปตะวันตก (2,735 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)</p>
<p>การทำโฆษณาบนมือถือส่วนใหญ่เน้นการลงทุนไปที่ธุรกิจประเภทสื่อและบันเทิง (Entertainment and Media) มาเป็นอันดับ 1 (40%) รองลงมาเป็นธุรกิจเทคโนโลยี (22%) ธุรกิจค้าปลีก (19%) ธุรกิจท่องเที่ยว (7%) ธุรกิจเกี่ยวกับ Social Dating และการศึกษา (6%) ธุรกิจการเงิน (5%) ธุรกิจเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์และสุขภาพ (3%) ธุรกิจยานยนต์และธุรกิจแฟชั่นเสื้อผ้า (1%)</p>
<p>ส่วนช่องทาง (บริษัท) ที่ครองส่วนแบ่งตลาดและมีรายได้จากการทำโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือมากที่สุด คือ Google (54.65%) รองลงมาเป็น Facebook (13.23%) Pandora (5.1%) Twitter (3.64%) และ iAd (2.92%) นอกจากนี้นักการตลาดส่วนใหญ่ยังเน้นการลงทุนในการทำโฆษณาบนมือถือผ่านระบบปฏิบัติการณ์ iOS มาเป็นอันดับ1 โดยมีสัดส่วนการลงทุนสูงถึง 75% ตามมาด้วย Android 24% และอื่นๆ 1%</p>
<p>กลุ่มเป้าหมายหลักในการทำโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือ คือ กลุ่มผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือที่อายุเฉลี่ยระหว่าง 20-29 ปี (39%) รองลงมาเป็นอายุน้อยกว่า 20 ปี (38%) อายุ 30-39 ปี (16%) และอายุ 40 ปีขึ้นไป (7%) โดยผลสำรวจพบว่าช่วงเวลาที่มีจำนวนการคลิกเข้าชมโฆษณา (CTR) ผ่านโทรศัพท์มือถือสูงที่สุด คือช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน</p>
<p><a href="http://thumbsup.in.th/2013/05/global-mobile-advertising-statistics-and-trends/global-mobile-advertising-statistics-and-trends-infographic_518c98fbe18f8/" rel="attachment wp-att-36159"><img class="aligncenter size-full wp-image-36159" alt="global-mobile-advertising--statistics-and-trends-infographic_518c98fbe18f8" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/global-mobile-advertising-statistics-and-trends-infographic_518c98fbe18f8.png" width="580" height="6934" /></a></p>
<p><strong>ที่มา: <a href="http://www.go-gulf.com/blog/mobile-advertising/" target="_blank">Go-Gulf.com</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thumbsup.in.th/2013/05/global-mobile-advertising-statistics-and-trends/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สตาร์บัคส์เปิด Community Store นอกอเมริกาแห่งแรกในไทย : แล้วมีโอกาสไหมที่เทคโนโลยีใหม่จะเข้ามา?</title>
		<link>http://thumbsup.in.th/2013/05/startbuck-community-store/</link>
		<comments>http://thumbsup.in.th/2013/05/startbuck-community-store/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 May 2013 02:00:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thumbsupteam</dc:creator>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[Starbucks]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thumbsup.in.th/?p=36163</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมาบริษัทสตาร์บัคส์คอฟฟี่ได้เปิดตัวร้านกาแฟเพื่อชุมชน (Community Store) นอกสหรัฐอเมริกาแห่งแรกในไทยที่สาขาหลังสวนซึ่งในงานวันนั้นเป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมากเพราะคุณฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ (Howard Schultz) ซีอีโอของสตาร์บัคส์เดินทางมาเปิดร้านนี้ด้วยตัวเองเลยทีเดียว ร้านกาแฟเพื่อชุมชนที่สาขาหลังสวนนี้นับได้ว่าเป็นแห่งที่ 4 ของโลก ซึ่งอีก 3 ร้านตั้งอยู่ที่ลองแองเจลิส นิวยอร์ค และเท็กซัส โดยร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งนี้จะทำการมอบรายได้ 10 บาทจากการจำหน่ายเครื่องดื่มทุกแก้วที่จำหน่ายในสาขานี้ให้กับองค์กรพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสานเพื่อเป็นเงินในการสร้างศูนย์การเรียนรู้ให้แก่ชุมชนบ้านแม่ขี้มูกน้อย และบ้านกองกาย อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวชุมชนไร่กาแฟทางภาคเหนือของไทยต่อไป จากการเปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ทางสตาร์บัคส์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คำถามที่เกิดขึ้นก็คือแล้วเราจะมีโอกาสเห็นนวัตกรรมหรือการเอาจริงเอาจังด้านการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้กับสาขาในประเทศไทยเช่นเดียวกับที่อเมริกาหรือไม่ ถ้าเรามองย้อนไปจะพบว่าสตาร์บัคส์เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่สนใจเทคโนโลยีมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บ My Starbucks Idea ที่ใช้คอนเซ็ปต์ Crowdsourcing ในการขอไอเดียใหม่ๆจากลูกค้าหรือการนำ Square เครื่องอ่านบัตรเครดิตมาใช้งาน จึงน่าจับตาดูไม่น้อยว่าหลังจากนี้สตาร์บัคส์จะนำนวัตกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ เข้ามาใช้ในตลาดบ้านเราเป็นอันดับแรกๆ เช่นเดียวกับการเปิดร้านนี้หรือไม่ หรืออาจเป็นโอกาสใหม่สำหรับบริษัทเทคโนโลยีในบ้านเราที่จะนำเสนอผลงานกับองค์กรระดับโลกเช่นนี้ก็เป็นได้]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thumbsup.in.th/2013/05/startbuck-community-store/untitled1/" rel="attachment wp-att-36164"><img class="aligncenter size-full wp-image-36164" alt="Untitled1" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/Untitled1.png" width="251" height="251" /></a></p>
<p>เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมาบริษัทสตาร์บัคส์คอฟฟี่ได้เปิดตัวร้านกาแฟเพื่อชุมชน (Community Store) นอกสหรัฐอเมริกาแห่งแรกในไทยที่สาขาหลังสวนซึ่งในงานวันนั้นเป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมากเพราะคุณฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ (Howard Schultz) ซีอีโอของสตาร์บัคส์เดินทางมาเปิดร้านนี้ด้วยตัวเองเลยทีเดียว<span id="more-36163"></span></p>
<p>ร้านกาแฟเพื่อชุมชนที่สาขาหลังสวนนี้นับได้ว่าเป็นแห่งที่ 4 ของโลก ซึ่งอีก 3 ร้านตั้งอยู่ที่ลองแองเจลิส นิวยอร์ค และเท็กซัส โดยร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งนี้จะทำการมอบรายได้ 10 บาทจากการจำหน่ายเครื่องดื่มทุกแก้วที่จำหน่ายในสาขานี้ให้กับองค์กรพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสานเพื่อเป็นเงินในการสร้างศูนย์การเรียนรู้ให้แก่ชุมชนบ้านแม่ขี้มูกน้อย และบ้านกองกาย อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวชุมชนไร่กาแฟทางภาคเหนือของไทยต่อไป</p>
<p>จากการเปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ทางสตาร์บัคส์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คำถามที่เกิดขึ้นก็คือแล้วเราจะมีโอกาสเห็นนวัตกรรมหรือการเอาจริงเอาจังด้านการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้กับสาขาในประเทศไทยเช่นเดียวกับที่อเมริกาหรือไม่ ถ้าเรามองย้อนไปจะพบว่าสตาร์บัคส์เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่สนใจเทคโนโลยีมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บ <a href="http://mystarbucksidea.force.com/">My Starbucks Idea</a> ที่ใช้คอนเซ็ปต์ Crowdsourcing ในการขอไอเดียใหม่ๆจากลูกค้าหรือการนำ <a href="https://squareup.com/">Square</a> เครื่องอ่านบัตรเครดิตมาใช้งาน จึงน่าจับตาดูไม่น้อยว่าหลังจากนี้สตาร์บัคส์จะนำนวัตกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ เข้ามาใช้ในตลาดบ้านเราเป็นอันดับแรกๆ เช่นเดียวกับการเปิดร้านนี้หรือไม่ หรืออาจเป็นโอกาสใหม่สำหรับบริษัทเทคโนโลยีในบ้านเราที่จะนำเสนอผลงานกับองค์กรระดับโลกเช่นนี้ก็เป็นได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thumbsup.in.th/2013/05/startbuck-community-store/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Apple ฉลองยอดดาวน์โหลดแอพ 5 หมื่นล้านครั้ง</title>
		<link>http://thumbsup.in.th/2013/05/apple-hits-50-billion-app-downloads-just-ahead-of-google/</link>
		<comments>http://thumbsup.in.th/2013/05/apple-hits-50-billion-app-downloads-just-ahead-of-google/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 May 2013 01:00:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thumbsupteam</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile and Tablet industry]]></category>
		<category><![CDATA[app store]]></category>
		<category><![CDATA[Apple]]></category>
		<category><![CDATA[download]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thumbsup.in.th/?p=36153</guid>
		<description><![CDATA[Apple จุดพลุฉลองยอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชันผ่าน App Store ที่ผ่านหลัก 50,000 ล้านครั้งไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมยกรางวัลไว้สมนาคุณลูกค้าคนที่ 50,000 ล้านอีกด้วย ในตอนนี้ App Store มีจำนวนการดาวน์โหลดเฉลี่ยวินาทีละ 1,000 ครั้ง และทาง Apple ก็ได้ออกมาประกาศว่าในตอนนี้ยอดดาวน์โหลดบน App Store ผ่าน 50,000 ล้านครั้งแล้ว โดย Apple ได้เตรียมรางวัลสำหรับผู้โชคดีที่ดาวน์โหลดแอพเป็นคนที่ 50,000 ล้านเอาไว้ เป็นเงินสำหรับซื้อ content ต่างๆ บน iTunes จำนวน 10,000 เหรียญ และนอกจากนี้ผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดต่อจากผู้โชคดีอีก 50 คน จะได้รับ gift card อีกคนละ 50 เหรียญเช่นกัน โดยชื่อผู้โชคดีจะประกาศให้ทราบในภายหลัง สาเหตุหนึ่งที่ Apple อยากจะเร่งยอดดาวน์โหลดให้ถึง 50,000 ล้านเร็วที่สุด เพราะทางฝั่ง Google Play [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://thumbsup.in.th/?attachment_id=36155" rel="attachment wp-att-36155"><img class="aligncenter" alt="160513-1" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/160513-1.jpg" width="470" height="419" /></a></p>
<p>Apple จุดพลุฉลองยอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชันผ่าน App Store ที่ผ่านหลัก 50,000 ล้านครั้งไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมยกรางวัลไว้สมนาคุณลูกค้าคนที่ 50,000 ล้านอีกด้วย</p>
<p><span id="more-36153"></span></p>
<p>ในตอนนี้ App Store มีจำนวนการดาวน์โหลดเฉลี่ยวินาทีละ 1,000 ครั้ง และทาง Apple ก็ได้ออกมาประกาศว่าในตอนนี้ยอดดาวน์โหลดบน App Store ผ่าน 50,000 ล้านครั้งแล้ว โดย Apple ได้เตรียมรางวัลสำหรับผู้โชคดีที่ดาวน์โหลดแอพเป็นคนที่ 50,000 ล้านเอาไว้ เป็นเงินสำหรับซื้อ content ต่างๆ บน iTunes จำนวน 10,000 เหรียญ และนอกจากนี้ผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดต่อจากผู้โชคดีอีก 50 คน จะได้รับ gift card อีกคนละ 50 เหรียญเช่นกัน โดยชื่อผู้โชคดีจะประกาศให้ทราบในภายหลัง</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://thumbsup.in.th/?attachment_id=36156" rel="attachment wp-att-36156"><img class="aligncenter  wp-image-36156" alt="appstore" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/appstore.png" width="677" height="300" /></a></p>
<p>สาเหตุหนึ่งที่ Apple อยากจะเร่งยอดดาวน์โหลดให้ถึง 50,000 ล้านเร็วที่สุด เพราะทางฝั่ง Google Play ของ Google เองก็ใกล้จะได้ฉลองยอดดาวน์โหลดด้วยจำนวนเดียวกัน โดยตอนนี้ Google Play มียอดดาวน์โหลดอยู่ที่ 48,000 ล้านครั้งแล้ว ซึ่งก็นับว่าใกล้เคียงกับทางฝั่ง App Store มากทีเดียว</p>
<p>ถึงแม้ยอดดาวน์โหลดของ Apple จะสูงกว่า แต่ในอีกทางหนึ่ง เมื่อดูจากยอดขายจำนวนอุปกรณ์พกพาทั่วโลกแล้ว Apple เองก็ยังน่าเป็นห่วง เพราะทางฝั่งแอนดรอยด์เตรียมจะประกาศในงาน I/O conference เกี่ยวกับจำนวนอุปกรณ์พกพาที่ใช้แอนดรอยด์ ซึ่งในตอนนี้ได้เปิดใช้งานไปแล้วกว่า 900 ล้านเครื่องทั่วโลก</p>
<p>ยังไงก็ต้องขอแสดงความยินดีกับ Apple ไว้ก่อนกับยอดดาวน์โหลด 50,000 ล้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ดีใจอีกนานแค่ไหน เพราะ Google Play เองนั้นเร่งเครื่องตามมาแบบหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว</p>
<p><strong>ที่มา : <a href="http://venturebeat.com/2013/05/15/apple-hits-50-billion-app-downloads-just-ahead-of-google/" target="_blank">Venturebeat</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thumbsup.in.th/2013/05/apple-hits-50-billion-app-downloads-just-ahead-of-google/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Samsung ครองส่วนแบ่งรายได้กว่า 95% ของสมาร์ทโฟนที่ใช้ Android</title>
		<link>http://thumbsup.in.th/2013/05/samsung-owns-android-95-percents-global/</link>
		<comments>http://thumbsup.in.th/2013/05/samsung-owns-android-95-percents-global/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 May 2013 14:24:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thumbsupteam</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile and Tablet industry]]></category>
		<category><![CDATA[android]]></category>
		<category><![CDATA[samsung]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thumbsup.in.th/?p=36124</guid>
		<description><![CDATA[อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในวงการสมาร์ทโฟนโลกที่เราควรทราบเพื่อประดับความรู้ คือ Samsung ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแดนกิมจิสามารถครองส่วนแบ่ง 95% ของกำไรมูลค่า 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่สมาร์ทโฟน Android ทั่วโลกสามารถทำได้ตลอดไตรมาส 1 ปี 2013 ผลการสำรวจน่าทึ่งนี้มาจากบริษัทวิจัย Strategy Analytics ซึ่งพบว่าหากนำกำไรในตลาดสมาร์ทโฟน Android มาแบ่งสัดส่วน LG จะกลายเป็นผู้ผลิตอันดับ 2 ที่สามารถทำเงินได้ 2.5% โดยผู้ผลิตรายอื่นหรือ “Other” นั้นคิดเป็นสัดส่วนรวมกันเพียง 2.7% ตัวเลขนี้ทำให้นักวิเคราะห์จาก Strategy Analytics มองว่า Samsung คือราชาแห่งอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน Android ทั่วโลกในขณะนี้ โดยเชื่อว่า Samsung สามารถสร้างรายได้และกำไรจากแพลตฟอร์ม Android ได้มากกว่าที่ Google ทำได้ ในตลาดโลก สมาร์ทโฟน Android คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 43% ของกำไรในตลาดรวมสมาร์ทโฟน กำไรในส่วนนี้คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐตลอดไตรมาส 1 ปี [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://thumbsup.in.th/2013/05/samsung-owns-android-95-percents-global/samsung-booth/" rel="attachment wp-att-36125"><img class="aligncenter" alt="samsung-booth" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/samsung-booth.jpg" width="502" height="378" /></a></p>
<p>อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในวงการสมาร์ทโฟนโลกที่เราควรทราบเพื่อประดับความรู้ คือ Samsung ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแดนกิมจิสามารถครองส่วนแบ่ง 95% ของกำไรมูลค่า 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่สมาร์ทโฟน Android ทั่วโลกสามารถทำได้ตลอดไตรมาส 1 ปี 2013</p>
<p><span id="more-36124"></span></p>
<p>ผลการสำรวจน่าทึ่งนี้มาจากบริษัทวิจัย Strategy Analytics ซึ่งพบว่าหากนำกำไรในตลาดสมาร์ทโฟน Android มาแบ่งสัดส่วน LG จะกลายเป็นผู้ผลิตอันดับ 2 ที่สามารถทำเงินได้ 2.5% โดยผู้ผลิตรายอื่นหรือ “Other” นั้นคิดเป็นสัดส่วนรวมกันเพียง 2.7%</p>
<p>ตัวเลขนี้ทำให้นักวิเคราะห์จาก Strategy Analytics มองว่า Samsung คือราชาแห่งอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน Android ทั่วโลกในขณะนี้ โดยเชื่อว่า Samsung สามารถสร้างรายได้และกำไรจากแพลตฟอร์ม Android ได้มากกว่าที่ Google ทำได้</p>
<p><a href="http://thumbsup.in.th/2013/05/samsung-owns-android-95-percents-global/chartgo-2/" rel="attachment wp-att-36126"><img class="aligncenter size-full wp-image-36126" alt="chartgo-2" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/chartgo-2.png" width="500" height="400" /></a></p>
<p>ในตลาดโลก สมาร์ทโฟน Android คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 43% ของกำไรในตลาดรวมสมาร์ทโฟน กำไรในส่วนนี้คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐตลอดไตรมาส 1 ปี 2013 ซึ่งเป็นผลจากสายการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง คุณภาพสินค้า และกลยุทธการตลาดที่ถึงใจ</p>
<p>สถิติทั้งหมดทำให้เกิดคำถามว่า ในระบบนิเวศน์ Android ยักษ์ใหญ่กิมจิอย่าง Samsung นั้นมีอิทธิพลมากกว่า Google หรือไม่ จุดนี้นักวิเคราะห์ไม่ฟันธง แต่เชื่อว่า Samsung มีอิทธิพลมากพอจะทำให้ลูกค้า Samsung ได้อัปเดท Android เวอร์ชันใหม่ได้ดีกว่าผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ Android คู่แข่งรายอื่น</p>
<p>สถิติล่าสุดระบุว่า Samsung สามารถจัดส่งโทรศัพท์มือถือมากกว่า 400 ล้านเครื่องตลอดปี 2012 และสามารถจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ-แท็บเล็ต-คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กราว 82.2 ล้านเครื่องในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2013 ซึ่งถือเป็นตัวเลขน่าทึ่งที่คนไอทีควรรู้ไว้ในฐานะสุดยอดกรณีศึกษาของโลกดิจิตอล</p>
<p><strong>ที่มา: <a href="http://venturebeat.com/2013/05/15/samsung-owns-android-captures-95-of-global-android-smartphone-profits/" target="_blank">VentureBeat</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thumbsup.in.th/2013/05/samsung-owns-android-95-percents-global/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Facebook เลิกพึ่งเกมจากค่าย Zynga เป็นหลัก หลังรายได้ลดลง</title>
		<link>http://thumbsup.in.th/2013/05/facebooks-does-not-need-zynga/</link>
		<comments>http://thumbsup.in.th/2013/05/facebooks-does-not-need-zynga/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 May 2013 07:55:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thumbsupteam</dc:creator>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media]]></category>
		<category><![CDATA[facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Zynga]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thumbsup.in.th/?p=36091</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่เป็นขาใหญ่มานาน ตอนนี้ Facebook เลิกง้อเกมจาก Zynga แล้ว โดยผลกำไรล่าสุดเผยให้เห็นตัวเลขรายได้จากเกมที่เพิ่มขึ้นจากช่องทางอื่นแทน ก่อนหน้านี้รายได้จากเกมของ Facebook ส่วนใหญ่ มาจากเกมของทาง Zynga ที่ทำป้อนให้กับ Facebook อย่างสม่ำเสมอ แต่ในระยะหลังมานี้ เกมจากทางฝั่ง Zynga ประสบปัญหาจากความนิยมที่ลดลง ทำให้หลายคนคิดว่าปัญหานี้จะต้องมีผลกระทบกับรายได้ของ Facebook อย่างแน่นอน Jon Milani นักวิเคราะห์จาก Facebook ได้นำรายได้ในไตรมาสที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2010 มาวิเคราะห์เกี่ยวกับผลกระทบจากปัญหาของ Zynga ซึ่งทาง Milani พบว่าปัญหาของ Zynga ทำให้รายได้ของ Facebook ลดลงจริง โดยรายได้จากการซื้อขายที่เกี่ยวกับเกมในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว (2012) ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 15% หรือคิดเป็นจำนวนเงินราว 30 ล้านเหรียญ Facebook จัดการแก้ปัญหาของ Zynga ด้วยการเลิกพึ่งพาผู้พัฒนารายใหญ่รายเดียว แล้วหันไปเพิ่มกลุ่มผู้พัฒนาให้มากขึ้น ซึ่งก็ทำให้ได้เกมที่มีความหลากหลายมากขึ้น และเข้าถึงผู้เล่นได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ผลจากการเปลี่ยนแปลงนี้ [...]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://thumbsup.in.th/2013/05/facebooks-does-not-need-zynga/150513-3/" rel="attachment wp-att-36093"><img class="aligncenter" alt="150513-3" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/150513-3.jpg" width="518" height="292" /></a></p>
<p>หลังจากที่เป็นขาใหญ่มานาน ตอนนี้ Facebook เลิกง้อเกมจาก Zynga แล้ว โดยผลกำไรล่าสุดเผยให้เห็นตัวเลขรายได้จากเกมที่เพิ่มขึ้นจากช่องทางอื่นแทน</p>
<p><span id="more-36091"></span></p>
<p>ก่อนหน้านี้รายได้จากเกมของ Facebook ส่วนใหญ่ มาจากเกมของทาง Zynga ที่ทำป้อนให้กับ Facebook อย่างสม่ำเสมอ แต่ในระยะหลังมานี้ เกมจากทางฝั่ง Zynga ประสบปัญหาจากความนิยมที่ลดลง ทำให้หลายคนคิดว่าปัญหานี้จะต้องมีผลกระทบกับรายได้ของ Facebook อย่างแน่นอน</p>
<p>Jon Milani นักวิเคราะห์จาก Facebook ได้นำรายได้ในไตรมาสที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2010 มาวิเคราะห์เกี่ยวกับผลกระทบจากปัญหาของ Zynga ซึ่งทาง Milani พบว่าปัญหาของ Zynga ทำให้รายได้ของ Facebook ลดลงจริง โดยรายได้จากการซื้อขายที่เกี่ยวกับเกมในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว (2012) ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 15% หรือคิดเป็นจำนวนเงินราว 30 ล้านเหรียญ</p>
<p><a href="http://thumbsup.in.th/2013/05/facebooks-does-not-need-zynga/150513-1/" rel="attachment wp-att-36094"><img class="aligncenter size-full wp-image-36094" alt="150513-1" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/150513-1.png" width="600" height="339" /></a></p>
<p>Facebook จัดการแก้ปัญหาของ Zynga ด้วยการเลิกพึ่งพาผู้พัฒนารายใหญ่รายเดียว แล้วหันไปเพิ่มกลุ่มผู้พัฒนาให้มากขึ้น ซึ่งก็ทำให้ได้เกมที่มีความหลากหลายมากขึ้น และเข้าถึงผู้เล่นได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ผลจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ผู้ใช้งาน Facebook จ่ายเงินเพื๋อซื้อเกมมากขึ้น 24% หรือราว 250 ล้านคน ซึ่งนับเป็นจำนวน 1 ใน 4 ของผู้ใช้ Facebook ทั้งหมด</p>
<p><a href="http://thumbsup.in.th/2013/05/facebooks-does-not-need-zynga/150513-2/" rel="attachment wp-att-36095"><img class="aligncenter size-full wp-image-36095" alt="150513-2" src="http://thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2013/05/150513-2.png" width="600" height="339" /></a></p>
<p>สำหรับในตอนนี้ถึงแม้ว่ารายได้จากเกมของ Zynga จะลดลงไปราว 37% แต่รายได้จากส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกม เช่นรายได้จาก Promote Post หรือการส่ง Gift ก็เพิ่มขึ้้นถึง 60% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว</p>
<p>นับเป็นการแก้เกมของ Facebook ที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว นอกจากไม่ต้องพึ่ง Zynga แล้วยังได้ฐานลูกค้าเกมเพิ่มขึ้นอีก งานนี้ภาระกลับไปตกอยู่ที่ Zynga ที่นับวันก็จะมีที่ให้ยืนน้อยลงไปทุกที</p>
<p><strong>ที่มา: <a href="http://mashable.com/2013/05/14/facebooks-doesnt-need-zynga/" target="_blank">Mashable</a></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thumbsup.in.th/2013/05/facebooks-does-not-need-zynga/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
