เมื่อ Synology มองว่า SME ไทยถึงเวลายกระดับการจัดเก็บข้อมูล

by | May 25, 2017
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+

อาจกล่าวได้ว่าชื่อนโยบาย Thailand 4.0 เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลาย ๆ ธุรกิจหันมามองตลาดไทยว่าจะเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ ซึ่งในบรรดาธุรกิจที่สนใจตลาดไทยนั้นก็มีชื่อของบริษัท Synology ในฐานะผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย NAS (Network Attached Storage) และโซลูชันจัดเก็บข้อมูลอยู่ด้วย โดยมองว่าธุรกิจ SME ของไทยน่าจะพร้อมแล้วสำหรับการใช้งานเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่เพื่อก้าวสู่ยุคดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบ

โดยโซลูชันจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่ในมุมของ Synology เป็นการทำงานร่วมกันของ 3 ส่วนได้แก่ ส่วนการจัดเก็บข้อมูล, แอปพลิเคชัน (เพื่อการแชร์ไฟล์ การกู้คืนระบบ การ Sync ไฟล์ต่าง ๆ) และระบบเครือข่าย (เราเตอร์) ซึ่งเมื่อทั้งสามส่วนนี้ทำงานร่วมกันก็จะสามารถสร้างโซลูชันด้านการจัดการข้อมูลขึ้นได้ดังแผนภาพ

 

ขณะที่ปัญหาเดิมของการจัดเก็บข้อมูลในภาคธุรกิจคือ ความยากลำบากในการจัดการข้อมูลในอุปกรณ์ที่มีหลายเครื่อง การแชร์ไฟล์ระหว่างกันที่ทำได้ยุ่งยาก การอัปเดทงานที่ไม่สามารถเข้าถึงได้จากระยะไกล ฯลฯ ไปจนถึงปัญหาพื้นที่ความจุบน Cloud ที่ไม่เพียงพอ หรือความกังวลด้านความปลอดภัยในการใช้ Cloud สาธารณะ

คุณวิค ซู

นั่นจึงทำให้ทาง คุณวิค ซู ประธานกรรมการบริหารของ Synology มองว่า ธุรกิจที่มีข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปสู่การทำงานนอกสถานที่จึงควรมองหาโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลมาใช้งานแทนการจัดเก็บในรูปแบบเดิม ๆ ซึ่งข้อดีของการซื้อโซลูชันเหล่านี้คือ ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบได้จากระยะไกล ผ่านแอปพลิเคชัน VPN ได้ ไปจนถึงความปลอดภัยจากภัยคุกคามบนอินเทอร์เน็ต เช่น มัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่เป็นประเด็นครึกโครมไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เนื่องจากโซลูชันเหล่านี้สามารถกู้ข้อมูลคืนได้ ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของธุรกิจลงได้ทางหนึ่ง

คุณวิคเตอร์ หวัง

ขณะที่คุณวิคเตอร์ หวัง ผู้จัดการฝ่ายขายของ Synology มองว่า ไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และเศรษฐกิจของไทยเองก็มีแนวโน้มจะเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป โดยวัดจากค่า GDP ที่ตอนนี้ประเทศไทยมี GDP เพิ่มขึ้นเป็น 3.6 % ร่วมกับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเหล่านี้ล้วนชี้ว่า ธุรกิจในประเทศไทยกำลังเพิ่มงบประมาณด้านไอทีมากขึ้น

โดยที่ผ่านมา Synology เลือกที่จะสื่อสารแบรนด์กับกลุ่มช่างภาพ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูง แต่สำหรับในปีนี้ ทางบริษัทเผยว่าจะหันไปให้ความสำคัญกับองค์กรระดับ Enterprise และธุรกิจขนาดกลางมากขึ้น

“จากเดิมที่ธุรกิจเก็บข้อมูลใน External Harddisk ก็เพียงพอ แต่พอเรามีข้อมูลมากขึ้น มีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ามาในเครือข่ายมากขึ้น NAS ก็จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการให้ธุรกิจได้มากกว่า”

คุณหวังยังได้ชี้ว่า การใช้ NAS นั้นยังสามารถสร้าง Chat Server ภายในองค์กรขึ้นมาใช้เองได้ ไม่ต้องไปพึ่งพิงบริการแชทของบริษัทภายนอกที่อาจเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลด้วย

สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้นั้น ทาง Synology เผยว่าจะเป็นการเดินหน้าให้ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าไทยให้มากขึ้น เช่น จัดแคมเปญบน Social media จัดเวิร์กชอปฝึกอบรม หรือจัดกิจกรรมรวมตัวของกลุ่มช่างภาพ พร้อมกับการจัดเตรียมเนื้อหาข้อมูล – เว็บไซต์เป็นภาษาไทยด้วย

ในท้ายที่สุด ทาง Synology ยังได้อ้างอิงข้อมูลของ Gartner ที่ระบุว่าในปี 2016 การทำงานของคนทั่วโลกจะเปลี่ยนสู่การทำงานนอกสถานที่ถึง 40% ซึ่ง Synology มองว่า ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของธุรกิจ NAS ได้เป็นอย่างดี เพราะจะมีความต้องการโซลูชั่นที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถการเข้าถึงข้อมูลจากระยะไกลที่ปลอดภัย และใช้งานง่ายสำหรับพนักงานที่ทำงานจากที่บ้านหรือระหว่างการเดินทางเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง 

Editorial team of Thumbsup for Digital Marketing & PR section which working space is around with the laugh and love of family :)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.