กสิกรไทยลงทุนดิจิทัลต่อเนื่อง 4 – 5,000 ล้านบาทต่อปี ตั้งเป้าเป็น Customers’ Life Platform of Choice

by | November 9, 2017
0
shares
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+

นายปรีดี ดาวฉาย (ขวา) นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย (กลาง) และนายพิพิธ เอนกนิธิ (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย แถลงข่าวแผนธุรกิจธนาคารกสิกรไทย 2561

เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2018 ธนาคารกสิกรไทยรุกดิจิทัลพร้อมตั้งเป้าเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่ลูกค้าเลือกเพื่อตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต หรือ Customers’ Life Platform of Choice ล่าสุดเตรียมทุ่มงบไอที 4,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี จัดเต็มเทคโนโลยีทางการเงินรับยุค Cashless แล้ว 

ถือเป็นอีกหนึ่งการประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของธนาคารกสิกรไทย หลังพบความท้าทายใหม่ รวมถึงโอกาสในการทำธุรกิจแบบใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารหลายด้าน ล่าสุดคุณปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทยได้ออกมาแถลงถึงแผนยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับปี 2018  แล้ว โดยจะมุ่งไปที่การเป็น Customers’ Life Platform of Choice ที่เน้นให้บริการของธนาคารเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้า รวมถึงต้องวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมและความต้องการจนสามารถคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้ล่วงหน้า เพื่อนำไปสู่การเสนอบริการต่าง ๆ ได้ตรงความต้องการของแต่ละบุคคลนั่นเอง

ด้านคุณพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทยเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยกำลังคิด วางแผน และทำในสิ่งที่นายธนาคารแบบเดิมไม่เคยทำมาก่อน เพื่อสร้างนวัตกรรมให้ผู้บริโภคและตลาด ซึ่งนวัตกรรมนั้นจะเกิดได้ผ่านการนำเทคโนโลยีมาสผสานเข้ากับทรัพยากรมนุษย์ และการบริหารจัดการ และในหลายส่วนได้ก้าวข้ามคำว่านวัตกรรมทางการเงิน เพราะได้เข้าไปดูแลทั้งในด้านสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การศึกษา อาหารการกิน ช้อปปิ้ง การเดินทาง ฯลฯ ของผู้บริโภคกันเลยทีเดียว

โดยแผนยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้นจะเกิดขึ้นผ่าน 4 แอปพลิเคชันสำคัญได้แก่

  • เค พลัส (K PLUS) แอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือที่คาดว่าภายในสิ้นปี 2017 จะมีฐานผู้ใช้งานประมาณ ล้านราย และในปี 2561 คาดว่าจะเพิ่มผู้ใช้งานเป็น 10.8 ล้านราย ผ่านการเสนอสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน
  • เค พลัส ช็อป (K PLUS SHOP) แอปพลิเคชันสำหรับร้านค้า เพื่อรับชำระด้วยคิวอาร์โค้ดมาตรฐานแอป แรกของไทย คาดว่าในปี 2560 จะมีร้านค้าใช้งาน 200,000 ร้าน และในปี 2561 จะเพิ่มเป็น1,000,000 ร้าน
  • เค พลัส เอสเอ็มอี (K PLUS SME) แอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอี คาดว่าในปี 2560 จะมีผู้ใช้งานที่ 420,000 ราย และในปี 2561 จะเพิ่มเป็น 500,000 ราย
  • พรวนฝัน (Pruanfun) เมนูตลาดนัดบนมือถือใน K PLUS ที่นำเสนอสินค้าที่น่าสนใจเลือกสรรสำหรับลูกค้า เริ่มใช้งานในปี 2561 คาดว่ามีสินค้าประมาณ 50,000 รายการ

โดยการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในปี 2018 นั้น ทางกสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ เคบีทีจีจะเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับธนาคารในการพัฒนาบริการ ประกอบด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น Platform Business, UX Design, Mobile Payment, Machine Lending, Machine Commerce, Biometrics, Open API และ Blockchain โดยจะปรากฏในรูปแบบของบริการต่าง ๆ ได้แก่

  • การพลิกโฉม K PLUS จากโมบายแบงกิ้งสู่การเป็น Lifestyle Platform Banking ที่จะตอบสนองการใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม ทำให้บริการผ่านแอปพลิเคชันกลุ่ม K PLUS มีมิติบริการที่ครอบคลุมหลากหลาย เช่น เมนูพรวนฝันที่นำเสนอรายการสินค้าเพื่อตอบสนองการใช้งานช้อปปิ้งออนไลน์
  • Machine Commerce เป็นการนำเทคโนโลยี Machine Learning มาวิเคราะห์และพัฒนาแนวทางการนำเสนอสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละราย รวมทั้งการให้ข้อมูลการตลาดแบบเจาะจงเป้าหมายผ่านเมนู Mobile Life PLUS บน K PLUS ซึ่งในจุดนี้ กสิกรไทยจะทำหน้าที่เสมือนตัวกลาง และคอยศึกษาข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายสินค้าของพาร์ทเนอร์ผู้จัดจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ
  • เมนูโอนเงินข้ามประเทศผ่าน K PLUS (Low-Value Remittance) ในปี 2561 จะเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าธนาคารของไทย สามารถทำรายการโอนเงินไปต่างประเทศด้วยตัวเอง ทางสมาร์ทโฟนผ่าน K PLUS ไปยังผู้รับเงินปลายทางกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ในจีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และกลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงสามารถรับโอนเงินจากต่างประเทศได้ด้วยเช่นกัน
  • การเสนอสินเชื่อด้วย Machine Lending เป็นการนำเทคโนโลยี Machine Learning มาวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้า เพื่อประเมินความเสี่ยงและคาดการณ์ความต้องการวงเงินสินเชื่อ และนำเสนอให้แก่ลูกค้าก่อนที่ลูกค้าจะขอ ทั้งในกลุ่มลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจ
  • การวางหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์บนบล็อกเชน (Enterprise Letter of Guarantee on Blockchain) ที่ธนาคารกสิกรไทยพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งในปี 2561 จะมีการขยายฐานลูกค้าผู้ใช้งานเพิ่มอีก 7 – 10 บริษัท และคาดว่าจะมีพาร์ทเนอร์เป็นสถาบันการเงินอื่น ๆ เข้ามาเชื่อมต่อระบบอีก 4-5 แห่งด้วย
  • บริการหักบัญชีและชำระดุลระบบสากล (Clearing and Settlement) ผ่านบล็อกเชน โดยเป็นความร่วมมือของธนาคารกสิกรไทยกับ IBM พัฒนาบริการ เพื่อให้ธุรกิจทั่วโลกสามารถทำสัญญาและโอนเงินระหว่างประเทศได้รวดเร็วเกือบเรียลไทม์ ช่วยให้ทราบสถานะธุรกรรมหักบัญชี และสามารถชำระดุลจากการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางได้

“ต้องคิดต่าง วางแผนต่าง และทำต่าง ถึงจะตอบโจทย์ว่าเราจะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้อย่างไร และนี่คือสิ่งที่เป็นเป้าหมายในปี 2561 ของธนาคารกสิกรไทย” คุณพิพิธกล่าวปิดท้าย

 

 

 

 

"thumbsup" (อ่าน ธั๊ม’ส-อัพ) คือชุมชนของ "นักเรียนการตลาดตลอดชีวิต" เรามีข่าวสาร, บทความ, บทสัมภาษณ์ ตลอดจน event ที่นักการตลาดหลายคนชื่นชอบ เช่น Spark Conference, Digital Matters

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.