ทำนายอนาคต ธุรกิจ & เทคโนโลยีของอีก 5-10 ปีข้างหน้า

by | October 4, 2018
0
shares
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+

เรื่องของอนาคตเป็นสิ่งที่อยากจะคาดเดา แต่ถ้าเป็นเรื่องของเทรนด์เทคโนโลยีต้องยกให้ Mr.Rudy de Waele นักอนาคตศาสตร์  ผู้มากประสบการณ์ในการวางยุทธ์ศาสตร์เพื่อพัฒนาธุรกิจ  ที่มาเปิดมุมมองด้านเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต  ในงานสัมมนา #AISAcademyforThais มาดูกันว่า มีประเด็นไหนที่น่าสนใจบ้าง

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเทคโนโลยีในอีก 5-10ปี ข้างหน้า

ก่อนหน้านี้ เอริก ชมิดต์ ( ผู้บริหารบริษัทกูเกิล  และอดีตคณะกรรมการผู้บริหาร ของบริษัทแอปเปิล) เคยกล่าวไว้ถึง เทคโนโลยีสำหรับอนาคตว่า มือถือจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่มาแรงเป็นอันดับแรก  ส่วนเทคโนโลยีที่ตามภายหลังนั้น มีดังนี้

  • อันดับ 1 คือ AI : โดยในระบบหลังบ้านของ Facebook จะใช้ AI เข้ามาเก็บพฤติกรรมของผู้ใช้งานและวิเคราะห์ข้อมูล หรือแม้แต่ Google Map เอง ก็มีการเก็บพฤติกรรมการค้นหาเส้นทางใหม่ๆ และปรับการใช้งานเชิงลึกด้วย AI
  • อันดับ 2 คือ Internet of Things การเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์ทุกอย่างจะร่วมกัน
  • อันดับ 3 คือ Blockchain ระบบโครงข่ายในการเก็บข้อมูลแบบใยแมงมุม จะเกิดการเปลี่ยนเศรษฐกิจรูปแบบพีระมิด ให้กลายมาเป็นโครงสร้างที่ราบเรียบขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มเรื่อง AI จะส่งผลต่อทุกธุรกิจ เช่น การผลิต การค้าปลีก การเกษตรและสุขภาพ ซึ่งในตอนนี้โซเชียลมีเดียต่างๆ ก็นำ Internet of Things (IOT) มาปรับใช้ เพราะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สร้างการรับรู้และมีเซ็นเซอร์มาใช้ในการเก็บข้อมูลได้  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างโอกาสในอนาคตของภาคธุรกิจได้

แนวโน้มการจ้างงานในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เราจะเห็นการออกแบบเทคโนโลยีให้มีความชาญฉลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AI  ที่มีความเก่งด้านการทำซ้ำและวิเคราะห์ รวมทั้งข่วยสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดอนาคตได้

แต่ในปัจจุบันนั้น ภาคธุรกิจจะนำ AI มาใช้ในเรื่องของการทำงานแบบซ้ำๆ  เพื่อช่วยย่นเวลา และทำงานได้เร็วขึ้น เช่น Call Center ที่ต้องสอบถามประโยคเดิมซ้ำๆ ทำให้เสียมูลค่าของบุคลากร ซึ่งการลงทุนสิ่งนี้ช่วยลดภาระแรงงานคน และถ่ายเทให้เครื่องจักรทำแทนได้

นอกจากนี้ การพัฒนาคุณภาพของพนักงานให้มีความพร้อมในเรื่องของ “ภาวะผู้นำ” ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญมากในอนาคต  เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากเครื่องจักร  ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพของคนควรเริ่มต้น ดังนี้

  • มองวิสัยทัศน์ในระยะยาว  เพราะส่วนมากบริษัทต่างๆ มักจะมองอนาคตไปแค่ 3 เดือน  แต่ผู้นำนั้น ควรมีวิสัยทัศน์ที่ล่วงหน้าเป็น 10 ปี
  • มีความรับผิดชอบต่อสังคม  เพราะแค่รับผิดชอบในธุรกิจอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ  เพราะมนุษย์ควรมีทักษะในการคิดแบบมีวิจารณญาณ  จากนั้นจึงใช้ประโยชน์จาก AI ให้มารับช่วงต่อ
  • ตระหนักรู้ถึงสถานะในปัจจุบัน  และสร้างให้ทีม ทำงานได้อย่างมีความสุข  เพื่อเปลี่ยนให้งานประจำกลายมาเป็นงานที่ให้คุณค่าได้

ในปี 2020 จะเป็นยุคของข้อมูลมหาศาลเมื่อมีการใช้ AI กับ IOT กันอย่างเต็มที่  ซึ่งจะทำให้มีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย

อย่างเช่น กลุ่ม Media ที่องค์กรมีการทำข้อตกลงกับสื่อเกี่ยวกับผู้บริโภคที่เสพสื่อบนมือถือมากขึ้น จึงต้องผลิตคอนเทนต์ให้ตรงจุดมากขึ้น หรือบริการดิจิทัลในประเทศตุรกี ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% นั้นมาจากการให้บริการด้านดิจิทัลคอนเทนต์ หรือการจัดการเรื่องไลฟ์สไตล์ ที่สามารถนำมารวมเป็นแพ็คเกจบริการ จนเกิดเป็นแหล่งรายได้ใหม่ๆ ดังนั้น หากคุณเป็นหัวหน้าฝ่าย HR คงต้องมองหาทักษะแบบเฉพาะทางในตัวของผู้สมัครงานมากขึ้น

นอกจากนั้น การทำธุรกิจยังมีสถิติบอกว่าความโปร่งใสนั้นมีผลต่อยอดขาย หากบริษัทมี hate speech หรือชื่อเสียงที่เสียหาย จะทำให้คนก็ไม่อยากใช้บริการ เช่น CEO ของบริษัท Uber ที่ไม่เห็นด้วยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ  หรือกรณีอย่าง Pepsi ที่มีกรณีต่อต้านคนผิวสี จนทำให้ผู้บริโภคไม่ซื้อสินค้า  ซึ่งอินเตอร์เน็ตนั้นทำให้คนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย และอ่อนไหวในการเกิดการตอบสนองที่ไม่ดีต่อธุรกิจตามมา

เรียกได้ว่าเทคโนโลยีมีผลต่อการพัฒนาธุรกิจในอนาคตอย่างสูง และขึ้นอยู่ว่านักการตลาดว่าจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในเรื่องงานได้มากแค่ไหน

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.