โลกปลี่ยนไปแล้ว!!! 3 องค์กรที่เปลี่ยนตัวเองแบบเต็มที่ด้วยเทคโนโลยี

by | November 16, 2018
0
shares
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+

หลายๆ ธุรกิจเริ่มปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค  ไม่เว้นแม้แต่หน่วยงานภาครัฐอย่างสถานีตำรวจ โรงพยาบาลเอกชน  หรือแม้แต่ธุรกิจท้องถิ่นที่ต่างก็นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับตัวทั้งสิ้น  ซึ่งทางทีมงาน thumbsup พบเคสตัวอย่างที่น่าสนใจจากการไปร่วมงาน AIS BUSINESS ที่ผ่านมา

กองบังคับการตำรวจนครบาล 1

เริ่มจากการล้างภาพจำแบบเดิมๆ ของตำรวจไทย  ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1  เพื่อช่วยสร้างความปลอดภัยให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น  จากการติดตั้งอุปกรณ์ NB-IoT Tracking สำหรับตรวจสอบติดตามรถยนต์ หรือจักรยานยนต์

ระบบนี้ช่วยตรวจสอบรถจักรยานยนต์ของตำรวจสายตรวจ  ว่าแต่ละคันอยู่ตรงที่จุดใดผ่านระบบ GPS  ในแบบเรียลไทม์  เป็นการบริหารจัดการระบบสายตรวจให้ทั่วถึง  ช่วยในการลดปัญหาอาชญากรรม  ผ่านการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าจุดไหนเกิดอาชญากรรมบ่อยๆ  และบริหารจัดการด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจตราเพิ่มเติม

สามารถตรวจสอบความเร็ว  พร้อมป้องกันการขโมยด้วยการกำหนด Geo-Fencing ใช้งานผ่าน Mobile Application  โดยปัจจุบันมี 9 สถานีตำรวจในที่ใช้ระบบแบบนี้ในระยะเวลาประมาณ 1 เดือนแล้ว

โรงพยาบาลสมิติเวช

ความต้องการดูแลสุขภาพแบบไม่ต้องรอป่วย  คือจุดเริ่มต้นของแอปพลิเคชั่น  “Smitivej Plus” ของ”โรงพยาบาลสมิติเวช”   ที่ออกมาแบบบริการมาเพื่อดูแลคนไม่ป่วย

เพราะหากลองดู Pain Point จะพบว่ามนุษย์นั้นไม่อยากป่วย  ดังนั้นนอกจากจะดูแลคนป่วยที่ทำกันเป็นปกติ  ทางโรงพยาบาลก็ขอพลิกมุมมาดูแลคนไม่ป่วยด้วย  ให้การมาดูแลสุขภาพผ่านการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล  กลายเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากเสียเวลาจนไม่อยากมาโรงพยาบาล

ซึ่งผู้มาใช้บริการสามารถเลือกคุณหมอและนัดหมายผ่านออนไลน์ เข้าถึงประวัติการรักษา ใบสั่งยา ผลแล็บ และภาพเอกซเรย์ ชำระค่ารักษาพยาบาลผ่านแอปฯ ได้แบบไม่ต้องรอคิว รวมทั้งบอกคิวกับขั้นตอนบริการแบบเรียลไทม์  และยังบอกรายละเอียดพร้อมรูปภาพของยาที่ใช้ในการรักษา  เพื่อแก้ปัญหาการใช้ยาผิดด้วย

นอกจากแอปพลิเคชั่นโรงพยาบาลสมิติเวชยังมี Beacon เทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับ LINE ผ่านระบบบลูทูธ  เมื่อเดินไปที่เคาเตอร์ของแผนกที่นัดหมายไว้ Beacon จะแจ้งให้พยาบาลในแผนกและคุณหมอได้ทราบว่าคนไข้มาถึงแล้ว แจ้งรายละเอียดการรักษา  รวมทั้งการแสดงข้อมูลที่น่าสนใจแบบ Personalized สำหรับคนไข้แต่ละราย  เมื่อเดินผ่านตามจุดต่างๆ รวมถึงโปรโมชั่น สิทธิพิเศษ

การนำเทคโนโลยีทั้งหมดมาใช้นั้นมีเป้าหมายเพื่อลดเวลาในการใช้บริการของผู้ป่วย  และสร้างการรักษาที่ช่วยให้กลับบ้านเร็วที่สุด  ซึ่งในสมัยก่อนการนำเทคโนโลยีมาดูแลนั้นทำได้ยาก  แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถนำมาทำ Personalize ได้ง่ายขึ้น  เพื่อสร้างให้สุขภาพของคนโดยรวมดียิ่งขึ้น

E-hongMD (อีฮงมดแดง)

เคสสุดท้ายเป็นเรื่องของรถจักรยานยนต์ loT  ของธุรกิจสินเชื่อรถจักรยานยนต์บริษัท E-hongMD (อีฮงมดแดง)  ที่ดำเนินงานในภาคอีสาน  โดยมอเตอร์ไซค์คือสินค้าที่เป็นธุรกิจที่เข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง  แต่ในทางกลับกันค่าใช้จ่ายของธุรกิจลีสซิ่งมักมาจากการสูญเสียจากการที่ไม่สามารถเก็บเงินสินเชื่อได้ครบ

ดังนั้นสิ่งที่ธุรกิจนี้ต้องการคือการใช้ระบบติดตามลูกค้าที่นำรถไปใช้ได้  เพราะหนี้เสียที่เกิดในธุรกิจมักเกิดจากการที่ลูกค้านำรถออกไปขายทอดตลาดในต่างประเทศ  โดยเป็นการทำแบบเป็นขบวนการ

โดยนำการแก้ปัญหาด้วยการติด GPS ให้แจ้งเตือนเมื่อรถจักรยานยนต์วิ่งเกินจากเขตชายแดน  และมีโอกาสออกนอกประเทศ  ซึ่งจะนำไปสู่การติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เปรียบเสมือนการสร้างรั้วดิจิทัลในแนวชายแดนระหว่างประเทศ

ในตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการทดสอบ  แต่ทางบริษัทก็หวังว่าจะลดจำนวนหนี้เสีย 3 เปอร์เซ็นของบริษัท  ที่คิดเป็นเงินกว่าปีละ 30 ล้านบาทให้ลดลงได้  โดยสิ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของผู้ใช้ให้ดีขึ้นได้  คือกรณีที่รถของลูกค้าถูกขโมยไปขายก็จะสามารถแจ้งเพื่อการติดตามได้ด้วย

ทั้ง 3 เคสบนเวทีของงาน AIS BUSINESS เป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานขององค์กร  ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องน่าสนใจเพราะเป็นการพยายามขยับตัวจากแบบเดิมๆ ให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาครัฐ เอกชน และธุรกิจขนาดเล็ก

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.