I (DON’T) HATE MY JOB : คุยกับมนุษย์เงินเดือนที่รักงานประจำ “บองเต่า” ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์

by | November 30, 2018
0
shares
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+

ไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บองเต่า” นักเขียนและนักจัดรายการพอดแคสต์เกี่ยวกับชีวิตการทำงานชื่อ “I HATE MY JOB”  จะมาเล่าเรื่องราวชีวิตการเป็นมนุษย์ออฟฟิศมายาวนาน  รวมไปถึงบทบาทใหม่ในการเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท Alchemist บริษัทใหม่ล่าสุดของ Rabbit Digital Group

จุดเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

ไชยณัฐ : ตั้งแต่เรียนจบก็อยู่ฝั่งลูกค้ามาตลอด  เริ่มทำงานที่ SCG จากการเป็น Marketing จากนั้นก็ไปเรียนต่อ MBA ที่ INSEAD แล้วกลับมาทำด้าน Startygy ที่ SCG ต่อ  โดยอยู่ที่ SCG ทั้งหมด 12 ปี  ปัจจุบันเปลี่ยนมาจากฝั่งลูกค้ามาอยู่เอเจนซี่ที่ Rabbit Digital Group

นำ “การเดินทาง” ปรับใช้กับ “การทำงาน”

ไชยณัฐ : การได้ไปเห็นสิ่งใหม่ๆ ทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิด  ที่ก็เอามาประยุกต์ใช้เป็น Reference ในงานได้เยอะ   อย่างแม้แต่เวลาเที่ยวจะชอบไปเดินซูเปอร์มาเก็ตมาก  เพราะพบว่าเป็นที่ๆ คนใช้ชีวิตกันจริงๆ  ได้เห็นว่าคนที่นั่นเขากินแบบนี้ ชอปปิงแบบนี้

Work Life Integration

ไชยณัฐ : ตอนนี้ “งาน” กับ “ชีวิตส่วนตัว”ไม่ได้แยกเป็น 2 ก้อน อย่างชัดเจน  แบบแปดเช้าโมงถึงห้าโมงเย็น  แต่มันเป็นทำยังไงให้ทำงานแล้ว happy มากกว่า อย่างส่วนตัวเวลาไปเที่ยวก็รู้สึกโอเคกับการเอางานไปทำด้วย  ไม่ต้องถึงกับ Shut Down ไปเลย

เพราะเรารู้สึกว่าถึงจะ Shut Down ไปเลยแต่พอกลับมาทุกอย่างก็ทะลักกลับมาจนซึมเศร้า (หัวเราะ) กลายเป็นเวลาไปเที่ยวเราจะอ่านอีเมลแล้วแยกไว้ว่าอันไหนด่วน  ถ้าด่วนก็ค่อยกลับไปทำก็ไม่เสียหายอะไร  เพราะทุกวันนี้ “งาน” กับ “ชีวิตส่วนตัว” มันผสมผสานกันไปแล้ว

เป็นมนุษย์เงินเดือนมันไม่เท่?

ไชยณัฐ : เรารู้สึกว่า “จริงๆ การเป็นมนุษย์เงินเดือนมันเท่ได้ ”  ด้วยการเก่งในสายงานของเราจนสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้  และรู้สึกว่าการทำงานในบริษัทใหญ่  ได้ทำโปรเจกที่สนุกมากๆ เรากลับรู้สึกว่าถ้าเราต้องทำสิ่งนี้ในบริษัทตัวเองก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ทำก็ได้

ทำอย่างไรไม่ให้ “เบื่องาน”

ไชยณัฐ : สิ่งนี้เราเองก็ควบคุมแบบ 100% ไม่ได้  เพราะบริษัทก็ต้องช่วยเหมือนกัน  เพราะคนบางคนรู้สึกทำงานซ้ำๆ ในจุดเดิมทั้งหมดก็จะคิดว่าไม่มีอะไรเรียนรู้แล้ว  ซึ่งบริษัทก็อาจมีระบบหมุนไปทำอย่างอื่นบ้าง

แต่ที่สุดแล้วการจะเปลี่ยนงานต้องมองว่า “ชีวิตเราต้องการอะไร” เพราะสิ่งที่เคยใช่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะใช่ไปตลอด  เราจึงต้องถามตัวเองว่าตอนนี้เรายังใช่ หรือยังอยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่ไหม  เราไม่คิดว่าการอยู่ที่นี่แบบ 5 ปี 10 ปีจะทำให้ดูเป็นคนที่ดีกว่า  เพราะที่สุดแล้วก็ต้องถามตัวเอง

เด็กสมัยนี้มันไม่ทน VS ทนทำไมถ้ามันไม่ดี

ไชยณัฐ : จริงๆ มันก็คือเรื่องของ Generation Gap มันเหมือนเป็นช่องว่างว่าอันนี้คือยุค Gen X, Gen Y หรือ Millennium มองว่าถ้าเราไม่ตั้งแง่กันจะพบว่าสามารถเรียนรู้จากคนอีกฝั่งหนึ่งได้เยอะ

เพราะเด็กจะมีการทำงานที่เร็ว และมี Tools ที่น่าสนใจ  ส่วนผู้ใหญ่จะมีประสบการณ์  แล้วถ้าเกิดการแลกเปลี่ยนกันแบบไม่ตั้งอคติก็จะทำให้การทำงานไหลลื่น  ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความแตกต่าง  แต่ปัญหาอยู่ที่ Attitude มากกว่า

ตอนจัดพอดแคสต์ “I hate my job” เราพบว่ารากของ “ปัญหา” นั้นอยู่ที่ “Attitude”  ซึ่งถ้าเรามาปรับที่ความคิดกันก่อน  ก็อาจทำให้ปัญหาที่ใหญ่เท่าภูเขาลดเหลือแค่นิดเดียวได้

“คนในองค์กร” คือพระเจ้า

ไชยณัฐ : องค์กรจะเล็กหรือจะใหญ่ “คน” สำคัญที่สุด  โดยคุณต้องเข้าใจก่อนว่าคนต้องการอะไร  เราต้องเข้าใจทีมที่มีว่าข้อดี-ข้อเสีย ของเขาคืออะไร  แล้วบริหารจัดการให้ได้ก่อน  เพราะยุคก่อนอาจจะรู้สึกว่า “ลูกค้าคือพระเจ้า” แต่จริงๆ แล้ว “คนในองค์กรคือพระเจ้า”

เรื่อง “เจ้านาย” กับคนทำงาน

ไชยณัฐ : จากการวิจัยพบว่าเหตุผลของคนลาออกนั้น “เจ้านาย” เป็นอันดับหนึ่ง  แต่จริงๆ เราต้องมาวิเคราะห์กันว่าปัญหาอยู่ที่ใคร  ว่าเราพร้อมที่จะปรับตัวหรือเปล่า  เพราะเจ้านายบางคนก็จะเก่งและมีประสบการณ์แน่นมาก  แต่เขาจะมีสไตล์ที่ชัดเจน  คำถามคือจะทำอย่างไรให้ทำงานกับเขาได้

อย่างบางคนรู้สึกว่าเจ้านายไม่ตัดสินใจอะไรกับปัญหาตรงหน้าเลย  แต่เรารู้ว่าปัญหาคืออะไร? และเสนอทางแก้คือ 1,2,3,4  ให้เขาเลือก  โดยเจ้านายพร้อมจิ้มว่าทางแก้อันนี้แหละดีที่สุด  ซึ่งเจ้านายบางคนก็เป็นแบบนี้  ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าถ้าเราค่อยๆ ศึกษาสไตล์เจ้านายดีๆ มันก็มีทางออก

แล้ว “เจ้านายที่ดี” เป็นแบบไหน

ไชยณัฐ :  “เจ้านายที่ดี” ไม่ใช่เจ้านายที่เก่งมากๆ เลย  แต่เป็นเจ้านายที่เราอยากคุย  ทั้งตอนที่ทำงานด้วยและตอนที่ไม่ไม่ได้ทำงาน  ซึ่งอาจจะไม่ต้องให้คำปรึกษาก็ได้นะ  แต่แค่ลูกน้องอยากเล่าให้ฟังว่าวันนี้ไปทำอะไรมา  เพราะการทำงานมันเหมือนการใช้ชีวิตร่วมกันนอกเหนือเวลางาน

Alchemist อยู่ในเครือของบริษัท Rabbit Digital Group ดิจิทัลเอเจนซี่น้องใหม่ไฟแรง

ภาพจาก – Rabbit’s Tale

Alchemist บทบาทใหม่ที่ท้าทาย

ไชยณัฐ : การเปลี่ยนมาทำฝั่งเอเจนซี่ทำให้ต้องเปลี่ยน “วิธีคิด” แต่ประสบการณ์ของเรามันเป็นประโยชน์มาก  เพราะทำให้เข้าใจลูกค้าว่าอยากได้อะไร

บวกกับก่อนหน้านี้สนใจเรื่อง Data อยู่แล้ว  เพราะส่วนใหญ่ได้ยินคำว่า “Big Data” กันเยอะ  ซึ่งทุกบริษัทที่เล็กหรือใหญ่ก็ต้องมีข้อมูล  และตรงนี้จะทำให้การทำงานของเอเจนซี่เปลี่ยนที่จากเดิมทุกอย่างจะมาจากความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด

เรื่องของ “Data Activation”

ไชยณัฐ : เราอยากทำ “Data Activation” คือการรวมและใช้ข้อมูล  โดยสิ่งที่เราใช้คือการเอามาสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า  ทำอย่างไรให้รู้สึกว่าแบรนด์ได้ข้อมูลเราไปเยอะแล้วจะทำอย่างไรให้ประสบการณ์ที่เขาได้รับนั้นดีขึ้น

ยกตัวอย่าง LINE ที่รู้สึกว่าเป็นแค่แชตแพลตฟอร์ม   แต่เราจะพบว่าจริงๆ แล้วทุกวันนี้ LINE มันทำอะไรได้เยอะ  เพราะมันจะถูกเชื่อมต่อไปกับระบบหลังบ้าน  โดยเราสามารถทำอย่างไรให้ LINE มีฟีเจอร์ดีๆ  ที่ทางแบรนด์อยากให้ลูกค้าได้เยอะมาก

เช่น ทำให้กลายเป็นบัตรสมาชิกในการสะสมแต้ม ยิงโปรโมชั่นเฉพาะแบบ Personalized  แบบไม่ต้องสร้างแอปพลิเคชั่นใหม่  เพราะทุกวันนี้แอปที่ดีก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะโหลด  แต่คนไทยนั้นใช้ LINE กันแน่ๆ

สุดท้ายแล้วเขาบอกเราว่า Data มันเหมือน “การวิ่งมาราธอน” ที่ต้องเริ่มทำแล้ว  เพราะหากไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็จะโดนแซงไปไกลแล้ว  โดยมั่นใจว่า Alchemist จะเปรียบเหมือนกับอาวุธใหม่ที่น่าสนใจของ Rabbit Digital Group

ชมคลิปสัมภาษณ์ :  

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.