ทำหนังไทยยังไงไม่ให้เจ๊ง!! ผ่านมุมมองของ GDH559 ในยุคที่ไม่มีสูตรสำเร็จ

by | February 2, 2019
0
shares
Share on Facebook
Share on Twitter
Share on Google+
Share on LinkedIn
+

ในช่วงบ่ายๆ ของวันศุกร์ที่ไม่ร้อนจนเกินไป ทีมงาน thumbsup ได้มีโอกาสเดินทางไปบ้าน GDH559 ค่ายหนัง Feel Good ที่อยู่คู่วงการภาพยนตร์ไทยมานาน  เพื่อพูดคุยกับ สิน ยงยุทธ ทองกองทุน ในวันที่สื่อบันเทิงมีความเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง  แต่ GDH559 ก็ยังสามารถสร้างหนังที่เรียกว่าได้ไปทั้งใจและเงินจากคนดู  เราลองมาดูกันค่ะว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คืออะไรบ้าง

ปีที่ผ่านมาของ GDH เป็นอย่างไรบ้าง

ยงยุทธ : ปีที่แล้วมีผลลัพธ์ที่ดีต่อเนื่องจากเรื่อง ‘ฉลาดเกมส์โกง’  ซึ่งยังทยอยฉายในต่างประเทศอยู่  ซึ่งกระแสพวกนี้เป็นตัวปลุกกระแสให้ทาง GDH ได้รับความสนใจจากบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อเยอะ  โดยเฉพาะประเทศจีนที่เข้ามาพูดคุยให้ทำโปรเจกต์ร่วมกัน  และตอนต้นปี 2561 ก็มีหนังเรื่อง “น้อง.พี่.ที่รัก” ออกไป  ซึ่งก็ทำ Box Office เฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ 150 กว่าล้าน  ในต่างจังหวัดอยู่ที่ 120 กว่าล้าน

ภาพจาก – GDH

ภาพรวมธุรกิจบันเทิงในมุมมองส่วนตัว

ยงยุทธ : ในช่วงเวลาที่ผ่านมาในภาพรวมมันมีการเติบโตในเรื่องของ ‘ขนาด‘ เพราะถ้านับในส่วนของโรงหนังจะเห็นว่ามีการเพิ่มจำนวนสาขา จำนวนโรงค่อนข้างเยอะ  ด้วยความหวังว่าจะสามารถเพิ่มยอดจำนวน “คนดูหนัง” ให้เพิ่มขึ้นได้  แต่จริงๆ แล้วสัดส่วนการเติบโตของจำนวนคนเข้าไปดูหนังกับจำนวนโรงมันไม่ได้แปรผันตามบัญญัติไตรยางค์แบบชัดเจน  มันเหมือนค่อนข้างโตแต่ขนาดแต่คุณภาพอาจจะยังไม่ชัด

ได้ยินว่า ‘ตลาดหนังต่างจังหวัด’ มีการเติบโตจนน่าตกใจ

ยงยุทธ : ข้อดีอย่างหนึ่งของโรงหนังสมัยนี้คือตลาดต่างจังหวัดจะ “โต” มากกว่า  เพราะว่าตลาดต่างจังหวัดกับกรุงเทพถ้าเทียบเปอร์เซ็นต์กันแล้วต่างจังหวัดจะเริ่มมีเปอร์เซ็นที่มากกว่าแล้ว  ซึ่งต่างจากเมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน

ในเรื่องรายได้หนังถ้าหนังบางเรื่องที่ถูกจริตกับตลาดต่างจังหวัดมากกว่า  จำนวน Box Office ในต่างจังหวัดก็จะเยอะอย่างเช่น ‘นาคี 2’ ที่มีการเข้าฉายก่อนภาพยนตร์เรื่อง ‘Homestay’ ของ GDH เป็นเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์  ตัวเลขต่างจังหวัดของนาคีเติบโตมากกว่าในกรุงเทพฯ 2-3 เท่า

แต่ ‘Homestay’ มีการเก็บในกรุงเทพฯ ได้ 68 ล้านบาท  ในต่างจังหวัดเก็บได้ 60 ล้นบาท  ทำให้เห็นได้ชัดว่าหนังที่มีเนื้อหากลางๆ อาจได้ผลลัพธ์ที่เท่ากัน  แต่หนังที่ถูกจริตกลุ่มนอกเหนือกรุงเทพฯ ไปจะเริ่มเห็นผลกว่า

ภาพจาก – GDH

แล้ว GDH อยากทำหนังเจาะตลาดนี้บ้างไหม

ยงยุทธ : การที่เราเห็นผลลัพธ์แบบนี้แล้วสร้างโปรเจคใดๆ ขึ้นมานั้น  น่าจะเป็นสิ่งที่เราทำไม่ทัน (หัวเราะ)  และส่วนใหญ่การที่เราจะสร้างอะไรขึ้นมานั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน  อย่างหนังที่มีการฉายปีนี้ก็เริ่มมีการทำงานมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน  เรียกได้ว่าไม่ได้เป็นโปรเจคแบบปีต่อปี  หรือเกิดขึ้นจากกระแส  แต่เราก็จะเลือกหนังที่มีเนื้อหาที่ไม่ได้เน้นกลุ่มคนในเมืองหรือกลุ่มคนต่างจังหวัดเท่านั้นที่จะชอบ

อย่างหนังเรื่อง ‘Friend Zone‘ เป็นหนังที่ว่าด้วยรูปแบบความสัมพันธ์  ที่ไม่ว่าใครก็มักจะมีรูปแบบความสัมพันธ์นี้  ทำให้เรามองว่าหนังเรื่องเองก็มีโอกาสทั้งสองตลาด  แต่ถ้าวันนี้ GDH ตั้งเป้าว่าอยากทำหนังไปตอบตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น  หนังเรื่องนั้นก็คงจะได้ไปฉายตอนปี 2565 (หัวเราะ)  เพราะตอนนี้ก็เตรียมการของปีหน้าเอาไว้แล้วตามลำดับ

” ถ้าสื่อสารให้คนดูรู้ได้ว่า ‘หนังของเรามันคุ้มค่ายังไงที่ต้องเข้าไปดูในโรง’ ก็เชื่อว่าเรายังมีโอกาสอยู่ “

Key Sucess ในการทำหนังที่ทำให้ได้ทั้งใจและเงินจากคนดู

ยงยุทธ : มันคงไม่ใช่สูตรสำเร็จ  เพราะหนังเรื่องไหนก็ตามที่จบแล้วขึ้นต้นเรื่องใหม่มันก็เหมือนเริ่มต้นจากศูนย์  เนื่องจากต้องเปลี่ยนเรื่อง ผู้กำกับ ดารา ใหม่  หรือแม้กระทั่งคนดูก็ตาม  ซึ่งกลุ่มคนดูที่เป็นแฟนหนังของเราเขาก็ยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่ได้หมายความว่าทำแบบเดิมแล้วจะประสบความสำเร็จ  แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นลักษณะเด่นคือเราเลือกเรื่องที่ทำให้คนดูมี ความรู้สึกร่วม’ อย่างเรื่อง ‘ฉลาดเกมส์โกง’ ที่หลายๆ คนเคยผ่านการสอบ

สองคือการให้เวลากับการทำบทให้ดี  ด้วยการคิดอย่างรอบคอบมีการให้เหตุให้ผล  การที่จะทำให้ ‘ซีนรัก’ มันต้องซึ้ง  หรือ ‘ซีนตลก’ มันต้องขำ  มันคือสิ่งที่เราต้องทำให้ได้เมื่อเห็นเป็นบทแล้ว  และไม่ใช่ว่าสิ่งที่เราเขียนมาอย่างคร่าวๆ แล้วไปผจญภัยที่การถ่ายทำแล้วหวังผลเอาจากข้างหน้า

ส่วนสุดท้ายเรามองว่า ‘เราต้องทำการโปรโมต‘ ให้หนังเข้าไปถึงกลุ่มคนเป้าหมายเรา  เพื่อให้รับรู้ให้ได้ว่ามีหนังเรื่องนี้  และเขาต้องรู้สึกอยากดู  เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้แค่ปล่อยตัวอย่าง  เรียกได้ว่าเป็นหน้าที่หลักเพราะเราใช้เวลาทำหนังมาถึง 2 ปี  การที่ปล่อยไปแล้วไม่ทำอะไรก็เหมือนถูกหนังตกน้ำให้จบชีวิตไปอย่างรวดเร็ว

ภาพจาก – GDH

ปรับตัวอย่างไรในวันที่คนเข้าโรงหนังน้อยลงๆ

ยงยุทธ : ตอนนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างเหนื่อยยากสำหรับคนที่มีพื้นฐานใจรัก  และเติบโตมากับโรงภาพยนตร์  เพราะความรู้สึกสิ่งหนึ่งที่ทำให้รุ่นก่อตั้งของ GDH โดดเข้ามาในธุรกิจนี้เพราะ ทุกคนชอบการดูหนังในโรง และรู้สึกถึงเวทมนต์ของการดูหนังในโรงใหญ่  พร้อมๆ กับคนจำนวนมาก” เราจึงยังยืนยันก้าวเดินในแง่ที่ว่ายังไก็ตาม Core Business ของที่นี่จะยังเป็นการทำหนังเข้าโรงหนัง

ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ปฎิเสธพื้นที่ของมีเดียอื่นๆ  เพราะ ‘ หนัง’ ก็เป็นสื่อหนึ่งอย่าง  ดังนั้นก็ต้องเริ่มปรับตัว  เพราะว่าคนดูของเราไม่ได้อยู่ในที่โรงหนังอย่างเดียว  โดยปัจจุบันมีพาร์ทเนอร์ที่เราเริ่มจะมี Original Content ร่วมกับทาง LINE TV สำหรับแพลนต์ฟอร์มของ LINE TV ก็เป็นสิ่งที่ชัดว่าคนดูเริ่มจะพุ่งเข้าหาสื่ออีกทางหนึ่ง

ปัญหาที่คนทำหนังต้องพบเจอ

ยงยุทธ : การที่โรงภาพยนตร์ขยายตัวเยอะมันน่าจะแปรว่าเรามีโอกาสขยายกลุ่มคนดูมากขึ้น  แต่จริงๆ แล้วอัตราส่วนมันไม่ได้เป็นไปในลักษณะนั้น  เพราะมันเป็นไปในลักษณะอำนวยความสะดวกให้กลุ่มคนที่เคยดูหนังแทน  ทำให้คนมีโรงหนังใกล้บ้านมากขึ้น  ไม่ใช่ในมุมมองที่ดึงคนที่ไม่ค่อยเข้าโรงหนังให้เข้ามาดูหนังเพิ่มขึ้นได้

ซึ่งเท่ากับว่า จำนวนโรงหนังเพิ่มมากขึ้น  แต่ถ้าเทียบแล้วคนดูต่อโรงมันน้อยลง”  นั่นแปรว่าตัวเลขคุ้นเคยอย่างการทำหนังได้ 100 ล้าน จริงๆ แล้วจำนวนคนดูมันลดลง เพราะค่าตั๋วนั้นแพงขึ้นหากดูตัวเลขดีๆ  แต่เราก็เชื่อว่า “ถ้าเราสามารถสื่อสารให้คนดูรู้ได้ว่าหนังของเรามันคุ้มค่ายังไงที่ต้องเข้าไปดูในโรง ก็เชื่อว่าเรายังมีโอกาสอยู่”

” ความตั้งใจเราตั้งไว้ได้  แต่ผลลัพธ์เราตั้งไว้ไม่ได้ “

ทำไมถึงทำหนังแค่ปีละ 2 เรื่อง

หนังเรื่องหนึ่งใช้เงินในการถ่ายทำเฉลี่ย 30 ล้าน  แล้วใช้เงินโปรโมตอีก 20 ล้าน  ซึ่ง 50 ล้านเป็นเงินที่เราต้องออกเองทั้งหมดก่อนที่จะเข้าโรงภาพยนตร์  แล้วเงินที่จะคืนก้อนแรกจะกลับมาจากตั๋วใบแรกถ้าเราทำส่วนไหนไม่ดีสักจุด นั่นหมายความว่าเจ๊งทันที  เพราะฉะนั้นเราต้องวางแผนให้ดี  เพราะสุดท้ายแล้วก็บอกไม่ได้ว่าสิ่งที่เราพยายามอยู่ผลมันการันตี  หนังทุกเรื่องพระเจ้าเท่านั้นที่จะบอกว่าไปรอดหรือไม่รอด และความตั้งใจเราตั้งไว้ได้  แต่ผลลัพธ์เราตั้งไว้ไม่ได้ เราจึงต้องมั่นใจว่าเราทำงานให้มันเต็มที่แล้ว

” เหมือนว่าคุณได้ทำ Master ส่งไปให้ผีเรียบร้อยแล้ว “

มีแผนทำจะ Boxset อีกไหม เพราะมีแฟนๆ หลายคนเรียกร้อง

ยงยุทธ : จริงๆ ตรงนี้มันไม่ตลาดแล้ว  ถามว่าทุกวันนี้ที่บ้านยังมีเครื่องเล่น DVD เหลืออยู่ไหม (หัวเราะ)​  แต่ปัญหาจริงๆ ที่เราพบเจอมาคือเรื่องของการ ‘ละเมิดลิขสิทธ์’ ทำให้แพลตฟอร์มนี้ตายไปด้วย  เพราะเมื่อแผ่นออกมาก็เหมือนว่าคุณได้ทำ Master ส่งไปให้ผีเรียบร้อยแล้ว  และอยู่ๆ ก็ลงอินเตอร์เน็ต  หรือเอาแผ่นไปไลฟ์ Facebook จึงทำให้เรามองว่าอาจจะทำเป็นบางเรื่องไปที่ทำในเชิงของสะสมที่น่าสนใจ

ภาพจาก – GDH

คนชอบบ่นว่า “ตั๋วหนังแพงเกินไป” มันมีทางที่จะถูกลงไหม

ยงยุทธ : คิดว่าตั๋วไม่มีทางถูกลงโดยราคากลไกแบบปกติคิดว่าไม่  แต่จะกลายเป็นเรื่องของโปรโมชั่นแบบอื่นๆ  อย่างที่เราเห็นกันว่ามันจะมีการร่วมกับบัตรเครดิตต่างๆ เพื่อให้ได้ส่วนลด  การแลกแต้ม  ฯลฯ ซึ่งดีมากสำหรับคนดูยิ่งถ้าเป็นคนชอบดูหนังจะยิ่งคุ้มมาก  แต่ถ้ามองย้อนไปสำหรับคนทำหนังต่อเรื่องส่วนแบ่งของคนทำหนังมันจะถูกเฉลี่ย  หากราคาตั๋วเฉลี่ยอยู่ที่ 200 กว่า ราคาตั๋วก็จะอยู่ที่ 100 บาท  แล้วใน 100 บาทจะถูกแบ่งระหว่างโรงกับเรา 50:50 ซึ่งถ้ามีคนใช้แต่บัตรนี้เยอะๆ เท่ากับรายได้เราหายไปเยอะมาก  จึงอาจทำให้เราอยู่ไม่ได้เหมือนกัน

” ผมว่าหนังไทยอาภัพนิดหน่อยนะ “

รัฐบาลมีการสนับสนุนหนังไทยอย่างไรบ้าง

ยงยุทธ : ผมว่าหนังไทยอาภัพนิดหน่อยนะ (หัวเราะ) เหมือนทุกครั้งที่หนังไทยที่ส่วนใหญ่ซึ่งเกิดจากภาคเอกชนนั้น  ประสบความสำเร็จ  หรือมีการไปทำชื่อเสียงที่ต่างประเทศ  มันจะเกิดกระแสเห่อจากทางรัฐที่จะสนับสนุน  แต่พอไปคุยรายละเอียดก็พบว่าไม่ได้ถูกคิดขึ้นมาจากฐานในการส่งเสริมจริงๆ  เพราะอาจจะไม่มีการต่อเนื่องเพราะเปลี่ยนคนดูแลบ่อยๆ

แนวทางกลยุทธ์การทำธุรกิจของ GDH ในปี 2019

ยงยุทธ : ยังไงที่นี่ก็ทำหนังเป็นหัวใจหลัก  โดยในปีนี้น่าจะมีหนัง 3 เรื่องที่เข้าฉาก  ซึ่งเรื่องแรกคือ ‘Friend Zone’ ที่จะฉาย 14 ก.พ. นี้  ส่วนช่วงกลางปีถึงปลายปีก็จะมีอีก 2 โปรเจคที่ร่วมงานกับเต๋อ นวพล  และจะมีโปรเจก ‘ตุ๊ดซี่ส์ เดอะมูฟวี่’ ซึ่งเป็นการเอาเรื่องราวที่ต่อเนื่องจากซีรีส์มาทำต่อในแบบใหญ่ขึ้นเป็นภาพยนตร์  และมีโปรเจกร่วมกับ LINE TV และ BNK คือ ‘One Year’ ที่มีนักแสดงหลายคน  นอกจากนั้นก็ยังคงมีโปรเจคร่วมทุนกัยต่างประเทศด้วย

สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากการคุยกันครั้งนี้คือ “หัวใจของคนทำหนัง” ที่หลงรักในสิ่งที่ตัวเองทำ  แต่ก็ไม่ลืมที่จะสื่อสารความตั้งใจของตัวเองออกมาให้ผู้ชมเข้าใจได้ด้วยในเชิงธุรกิจ  ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่น่าจับตามองสำหรับวงการภาพยนตร์ไทยในการปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มตัวกว่าเดิมแน่นอน

ชมคลิปสัมภาษณ์ :

One thought on “ทำหนังไทยยังไงไม่ให้เจ๊ง!! ผ่านมุมมองของ GDH559 ในยุคที่ไม่มีสูตรสำเร็จ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.