Site icon Thumbsup

คนไทยมักไหลตามน้ำ ส่องการตลาดแบบเออ-ออ แบรนด์ไหนทำโดนใจ เพิ่มโอกาสทางการขาย

ER-OR MARKETING หรือ การตลาดแบบเออ-ออ กลายเป็นพฤติกรรมตามกระแสของคนไทยในปัจจุบัน วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้เปิดอินไซต์ แรงจูงใจ และปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเกิดพฤติกรรมเออ-ออ จนตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการตามๆ กัน รวมทั้งยังพบข้อมูลที่น่าสนใจด้วยว่าการยอมไหลตามน้ำ ไม่ใช่แค่กระแสแบบข้ามวันแต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นสร้างความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาวได้ด้วย

การยินยอมแบบ เออ-ออ มาจากความตั้งใจ ไม่ใช่บังเอิญ!!!

ผศ. ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)  กล่าวถึงคำจำกัดความของพฤติกรรม “เออ-ออ” ว่า คำว่า เออ-ออนี้ หมายถึง พฤติกรรมการ “คล้อยตาม” หรือ “ทำตามกัน” ของคนในสังคม โดยเชื่อว่า “คนส่วนใหญ่น่าจะเลือกสิ่งที่ถูกต้อง” ทําให้กล้าที่จะทำตาม หรือเลียนแบบกันโดยไม่ต้องศึกษาข้อมูลก่อน ซึ่งมีที่มาจากแรงจูงใจทั้งภายในและภายนอก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. อิทธิพลทางสังคม (Social Influence) เพราะทนต้านกระแสสังคมไม่ไหว ซึ่งเป็นแรงจูงใจจากภายนอก
  2. การซื้อสิ่งที่กำลังได้รับความนิยม (Band Wagon Motivation) เพราะต้องการการยอมรับ
  3. ความกลัวการพลาดโอกาส (FOMO) เพราะกลัวว่าตัวเองจะพลาดอะไรไป หรือถูกตัดขาดจากสังคม ซึ่ง 2 ข้อหลังเป็นแรงจูงใจจากภายใน

หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะพบว่าการ “เออ-ออ” ไม่ใช่การตามกระแสแบบไร้เหตุผลแต่สะท้อนถึงธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ชอบที่จะมีตัวตน และต้องการการยอมรับในสังคม หากนักการตลาดและธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าใจอินไซต์ของผู้บริโภค รู้จักเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม จะไม่ใช่แค่สร้างยอดขายพุ่ง แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่น สร้างความสัมพันธ์ และครองใจลูกค้าได้อย่างยาวนาน

3 ธุรกิจมาแรงที่พร้อมเออ-ออ แบบไม่มีลังเลในอนาคต

นอกเหนือจากธุรกิจในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เทคโนโลยี และการลงทุนแล้ว ผศ.ดร.บุญยิ่ง ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ยังมีอีกหลายกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพและสามารถใช้การตลาดแบบ “เออ-ออ” มาดึงดูดใจผู้บริโภคได้ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ

ป้ายยาอย่างไรให้เกิดกระแสเคลิ้มตาม

คุณมาวิน ทวีผล นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากเพจ mawinfinferrr (มาวินฟินเฟ่อร์)คุณภาพเพรง เลี้ยงสุข Program Manager จาก Techsauce และคุณบรรพต ธนาเพิ่มสุข นักลงทุนและ KOL ด้านการลงทุนจากช่องยูทูป “ถามอีก กับอิก Tam-Eig” มาร่วมใจกันแชร์ทริก “CREATOR” ที่จะช่วยให้การป้ายยาไม่ใช่แค่จูงใจให้ผู้บริโภคเออ –ออตามแค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ยังเกิดการซื้อซ้ำ บอกต่อ และเกิดความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว

  1. Consumer & Content Centric – รู้เขา รู้เรา… ป้ายยา 100 ครั้ง ก็ปังทุกครั้ง แม้การทำคอนเทนต์ในยุคนี้จะดูเหมือนไม่ยาก แต่การสร้างคอนเทนต์ที่อิมแพคโดนใจและจูงใจต้องอาศัยความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ทั้งเข้าใจตัวสินค้าที่ต้องการจะขายและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละเจน เพื่อให้สร้างคอนเทนต์ที่สื่อสารได้อย่างตรงจุด ตอบโจทย์ตรงใจ และเข้าถึงลูกค้าในแต่ละแพลตฟอร์มได้อย่างแท้จริง และสามารถสร้างคอนเทนต์เพียงชิ้นเดียวแต่ปรับให้เข้ากับทุกแพลตฟอร์มได้
  2. Real – หมดยุคภาพดีสร้างได้ เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็มองออก ไม่ว่าใครก็ชอบความจริงใจ อินฟลูเอนเซอร์ยุคนี้จึงต้องมีตัวตนชัดเจน เป็นธรรมชาติ และเป็นตัวของตัวเอง มีแนวทางการทำคอนเทนต์ที่โดดเด่น แตกต่าง ไม่เลียนแบบใคร และต้องไม่เน้นแต่ขายของเพียงอย่างเดียว ต้องแสดงความจริงใจเพื่อให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าอินฟลูเอนเซอร์เชื่อถือได้ ไม่หลอก และต้องศึกษาและทดลองใช้จริง เพื่อให้สามารถแบ่งปันประสบการณ์และให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ไม่อวดอ้างเกินจริง และที่สำคัญต้องมีความเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย เพื่อให้ผู้ติดตามรู้สึกผ่อนคลาย ไว้วางใจ และยินดีเออ-ออตาม
  3. Emotional – เปลี่ยนคนดูสู่คนอิน ในยุคที่คอนเท้นต์ท่วมท้น การสร้างคอนเทนต์ที่ “โดนใจ” ดึงอารมณ์ร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นความสนุกสนาน มีมุมมองที่อบอุ่น ฟีลกู้ด หรือสร้างแรงบันดาลใจจะสามารถทำให้ผู้ชมไม่เพียงแค่รับรู้ แต่ยังเกิดความประทับใจ รู้สึกอิน มีอารมณ์ร่วม ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้แบรนด์จับต้องได้มีความเข้าอกเข้าใจ และใกล้ชิดกับผู้ชมมากขึ้น ซึ่งจะสามารถเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้ติดตาม เปลี่ยนผู้ติดตามเป็นลูกค้า และทำให้เกิดการกลับมาซื้อซ้ำและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ในระยะยาว
  4. Adaptation – ปรับตัวไว นำ 1 ก้าวก่อนใครเสมอ แม้การตลาดแบบเออ-ออ จะเต็มไปด้วยโอกาสแต่ก็มีความท้าทาย อาจดังได้เพียงชั่วข้ามคืนหรือแผ่วได้เพียงชั่วข้ามวัน ฉะนั้นทั้งอินฟลูเอนเซอร์และแบรนด์ต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะปรับให้ทันเทรนด์ ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หรือทันต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ
  5. Trend Setter – เทรนด์นี้เทรนด์ไหนใครๆ ก็สร้างได้ แม้การเกาะกระแสจะสำคัญ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องตามกระแสไปทั้งหมด เพราะหากตามกระแสเพียงอย่างเดียวก็จะเป็นได้เพียงผู้ตาม บางจังหวะต้องกล้าลุกขึ้นมาแตกต่างและสร้างเทรนด์ด้วยตัวเอง ต้องรู้จักคาดการณ์ว่าเทรนด์ใดกำลังมาหรือมองหามุมมองใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครเห็น สร้างสรรค์สิ่งใหม่ และปรับให้เข้ากับตัวตนหรือสไตล์เฉพาะตัวและสร้างกระแสที่ดึงดูดให้สังคมเออ-ออตาม เพื่อให้กลายเป็นผู้นำเทรนด์ตัวจริง
  6. Ownership – ทุกคนมีส่วนร่วม สร้างคอนเทนต์หรือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วม เช่น ร่วมออกไอเดีย โหวตดีไซน์สินค้า แชร์ความคิดเห็น ทำให้รู้สึกว่า “นี่คือแบรนด์ของเรา” ซึ่งไม่ใช่แค่ดึงดูดความสนใจ แต่ยังทำให้พวกเขารู้สึกได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว รู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ และรู้สึกอยากสนับสนุนไปยาวๆ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะภูมิใจในสิ่งที่ตนเองมีส่วนร่วม ทำให้เกิดความจงรักภักดีขึ้นโดยธรรมชาติ และจะส่งผลให้แบรนด์อยู่เหนือกระแสและอยู่ในใจผู้บริโภคได้ยาวนาน
  7. Recognition สร้างความทรงจำที่ประทับใจ แม้กระแสในโลกโซเชียลจะมาไวไปไว แต่สิ่งที่จะทำให้อินฟลูเอนเซอร์และแบรนด์โดดเด่นเป็นที่จดจำในระยะยาว คือ การสร้างตัวตนที่ชัดเจนและภาพลักษณ์ที่ติดตรึงในใจ พร้อมสร้างความทรงจำที่ดี ทำให้ผู้ติดตามประทับใจและจดจำได้ โดยการสร้างคอนเทนต์ที่สะท้อนตัวตนและคุณค่าของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน อิมแพคต่ออารมณ์และความรู้สึก นำเสนอไอเดียใหม่ที่แตกต่าง หรือเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจ ซึ่งไม่เพียงทำให้อินฟลูเอนเซอร์ยืนหยัดอยู่ได้ในทุกกระแส แต่ยังสามารถสร้างกระแสใหม่ให้ใครๆ พร้อมเออ-ออตามได้

ไม่เพียงแต่การใช้อินฟลูเอนเซอร์ ยังมีอีกหลายแนวทางที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม “เออ-ออ” ได้แต่สิ่งที่แบรนด์และนักสร้างคอนเทนต้องห้ามลืมคือ